จากนั้นผู้บำเพ็ญพรตที่เดินออกมาจากศาลาก็ยิ่งมีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งการประลองที่เริ่มขึ้นไปแล้วเหล่านั้นก็ยังหยุดลง
ทั่วทั้งเขาฉีผาน ตอนนี้มีการประลองอยู่เพียงคู่เดียว
……
……
เหอกั๋วกงได้ฟังลูกน้องรายงาน จึงกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ก็เอาตามนี้แล้วกัน การประลองที่เริ่มไปแล้วก็ให้ปิดศาลาเอาไว้ เรื่องอื่นเอาไว้จบการประลองนี้แล้วค่อยว่ากัน”
เจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกน้องกล่าวอย่างกังวลใจว่า “หากหมากกระดานนี้ประลองกันสามวันสามคืนจะทำยังไงดีขอรับ?”
เหอกั๋วกงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ด้วยระดับของถงเหยียนแล้ว จะเอาชนะจิ๋งจิ่วต้องใช้เวลานานขนาดนั้นหรือ? ขอเพียงจิ๋งจิ่วไม่ใช่ลูกไม้ยื้อเวลาก็พอ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นกล่าวอย่างไม่มั่นใจ “ได้ยินว่าครั้งนี้ผู้อาวุโสของสำนักจงโจวและสำนักชิงซานต่างโกรธจริงๆ แล้ว หากจิ๋งจิ่วยื้อเวลาจริงๆ จะทำอย่างไรขอรับ?”
เหอกั๋วกงโบกมือพลางกล่าว “ไม่หรอก จิ๋งจิ่วเป็นศิษย์สืบทอดของนักพรตจิ่งหยางนะ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นคิดในใจ หากจิ๋งจิ่วนิสัยเป็นเหมือนอย่างนักพรตจิ่งหยางจริงๆ แล้วเขาจะมาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยได้อย่างไร อีกทั้งยังประลองกับคนอื่นโดยมีสายตาจำนวนมากขนาดนี้จับจ้องอยู่เนี่ยนะ?
……
……
การทายหมากในการประลองหมากล้อมของงานชุมนุมเหมยฮุ่ยมิได้ต่างอะไรกับการทายหมากในการประลองหมากล้อมธรรมดาทั่วไป
สิ่งเดียวที่ต่างกันก็คือผู้ประลองทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้บำเพ็ญพรต พวกเขาสามารถในจิตจ