พยักหน้าอย่างเคร่งเครียด “พูดจบแล้วใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นข้ากลับล่ะ”
“เดี๋ยวเจ้าค่ะ!” ทันทีที่ดึงแขนเสื้อของอีกฝ่ายก็ถูกสะบัดออกอย่างรวดเร็ว
หมิงเวยยิ่งแน่ใจว่าเขามีปัญหาจริงๆ คงไม่ใช่สิ่งที่นางคาดเดาไว้ใช่หรือไม่
“ท่านจะรีบไปไหนกัน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องถามท่าน”
“เรื่องอะไร”
หมิงเวยมีเรื่องอยากถามมากมาย
เรื่องแรก เมื่อนางมาถึงเมืองหลวงแล้วก็อยากถามเรื่องเสวียนตูกวัน จากประวัติศาสตร์เดิมนั้นเสวียนตูกวันมีบทบาทสำคัญมาก ตามแผนเดิมของนางควรเริ่มต้นจากเสวียนตูกวัน
เรื่องที่สองแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของไท่จื่อ ในยุคสมัยของนาง เอกสารทางประวัติศาสตร์สูญหายไปมากไท่จื่อผู้นี้เป็นคนอย่างไรนางจำเป็นต้องทำความเข้าใจจากคนรอบตัวนาง
ในขณะที่กำลังพิจารณาว่าจะเริ่มถามจากตรงไหน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องตามด้วยเสียง ‘จ๋อม’ เหมือนมีอะไรตกลงไปในน้ำ
ทั้งสองคนหันกลับไปมองแล้วเห็นว่าบนเรือสำราญ ณ ใจกลางทะเลสาบ เหล่านักดนตรีนักเต้นระบำวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกมีคนตะโกนขึ้นมาว่า
“อสูรน้ำ มีอสูรน้ำ!”
สิ้นเสียงนั้นพวกเขาก็เห็นเงาโผล่ขึ้นมาจากน้ำ จากนั้นก็คว้าตัวนักเต้นระบำคนหนึ่งที่วิ่งหนีไม่ทันแล้วกระโดดกลับลงน้ำไป
สีหน้าของหมิงเวยเปลี่ยนไป “อสูรร้าย!”
นางดึงผ้ามาคลุมศีรษะและใบหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กลับมีคนบินออกจากหน้าต่างชั้นล่างไป แขนเสื้อพลิ้วไหว ร่างกายราวกับเมฆลอยลม
หมิงเวยไม่จำเป็นต้องมองใบหน้าก็รู้ตัว