ยังพอมีหนทาง”
เยี่ยจุนเจี๋ยเองก็พูดเสริมเช่นกัน “อีกไม่ช้าหรือเร็ว ตระกูลแม่ทัพเจิ้นกว๋อของเราก็จะเข้าร่วมกับองค์ชายเย่แล้ว พวกเราจึงได้คิดที่จะมองหาผลประโยชน์บางอย่างให้แก่เจ้าด้วย หากว่าน้องซีเหยียนไม่สนใจ ก็ขอให้คิดว่าพวกเราไม่ได้พูดเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของหลินซีเหยียนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ “ท่านตากับท่านพี่จุนเจี๋ยไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ ข้าจะสู้เพื่อสิ่งที่ข้าต้องการเอง”
“ดี” แม่ทัพเฒ่า พลันตบโต๊ะเมื่อเขาได้ยินที่พูด “ต้องแน่วแน่แบบนี้สิ ถึงจะเป็นหลานสาวของข้า”
เมื่อเสร็จสิ้นธุระในจวนแล้ว หลินซีเหยียนกับเทียนเอ๋อก็อยู่ร่วมทานอาหารด้วยกันตามคำชักชวนของฮูหยินเฒ่าต่อ ในระหว่างมื้ออาหารที่ได้คุยสัพเพเหระไปด้วยนั้นเอง เจิ้นกว๋อก็ได้รู้ว่าเหลนของตนนั้นรู้วรยุทธ์อยู่บ้าง จึงได้รบเร้าหลินซีเหยียน ให้ฝากเทียนเอ๋อไว้ที่นี่สักวันสองวัน
เมื่อเจอกับสายตาที่ดูน่าสงสารของผู้เป็นปู่เช่นนั้น มีเหลือหลินซีเหยียนจะไม่ใจอ่อนได้ นางจึงจำใจต้องปล่อยเทียนเอ๋อไปและกลับบ้านอย่างมีความสุข….ไม่สิ อย่างเป็นทุกข์ต่างหาก
เทียนเอ๋อ เจ้าเด็กตัวแสบนั่น ได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่ที่บ้านท่า