าจพูดออกมาได้ นางได้แต่จ้องมองเซียวจิ่น
เซียวจิ่นเดินมาถึงข้างกายนางแล้วยกมือขึ้น มือขาวประดุจหยกและเล็บที่ตัดแต่งอย่างประณีตสะอาดสะอ้านในชายแขนเสื้อ เขาค่อยๆ กดมือลงบนมือของหลินชิงเวยที่กุมสายบังเหียน
หลินชิงเวยถามขึ้น “ฝ่าบาทรู้แต่แรกแล้วว่าข้าต้องทำเช่นนี้ ดังนั้นจึงให้คนมาดักรอที่นี่?”
ปรากฏว่าเซียวจิ่นออกแรงดึงรั้งข้อมือของหลินชิงเวยมาทางตนเอง หลินชิงเวยไม่ทันได้ป้องกันตัวร่างจึงสูญเสียสมดุลล้มมาทางเซียวจิ่น
นางไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีบนริมฝีปากของเซียวจิ่น เซียวจิ่นกางแขนออกรับร่างของนางจากนั้นค่อยๆ วางนางลงบนพื้น
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นราวกับเมฆาเคลื่อนคล้อย ท่ามกลางสายตาขององครักษ์เหล่านั้นเห็นเพียงเซียวจิ่นจับมือหลินชิงเวยแล้วหลินชิงเวยกระโดดลงจากหลังม้ามาทางเซียวจิ่นพวกเขาไม่เห็นว่าเซียวจิ่นออกแรงดึงรั้งหลินชิงเวยมาทางเขา
เซียวจิ่น “ชิงเวย ยิ่งเจ้าทำเช่นนี้หากเสด็จอารู้เข้าเขาจะไม่ยินดี เจิ้นรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเขา แต่เจิ้นเป็นห่วงเจ้ามากกว่า”
หลินชิงเวย “แต่เขาอาจตกอยู่ในอันตราย” นางช้อนตาขึ้นมองเซียวจิ่นตรงๆ “หรือท่านไม่รู้เลย?”
“เสด็จอามีวรยุทธ์สูงส่ง ข้างกายยังมีองค