ามกดข่มออกมาเงียบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ไทเฮาเห็นเซียวจิ่นยืนอยู่เบื้องหน้าตนอย่างสง่างาม สูงศักดิ์และคมสัน มิอาจดูหมิ่นได้
นางบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีชนิดหนึ่ง เกรงว่านับแต่นี้ต่อไปนางจะมิอาจใช้ฝ่ามือเพียงข้างเดียวปิดแผ่นฟ้าเสียแล้ว
ไทเฮา “ฝ่าบาทน่าจะทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่าตามร่างกายของหมัวมัวทั้งสองเต็มไปด้วยเลือด นี่ล้วนเป็นฝีมือของหลินเจาอี๋ทั้งสิ้น หลินเจาอี๋วางแผนลอบสังหารเปิ่นกง พวกนางต่อสู้และป้องกันสุดกำลังความสามารถจึงช่วยชีวิตเปิ่นกงเอาไว้ได้”
หลินชิงเวยยืนอยู่ด้านข้าง เพิ่งจะช่วยให้หญิงชราผู้นี้ได้สติคืนมา ยามนี้นางเริ่มลืมตาพูดโกหกอีกแล้ว
เซียวจิ่นหันไปมองหลินชิงเวย บนร่างของนางมีคราบเลือดดูน่าอเนจอนาถไม่น้อย น้ำเสียงและสีหน้าของเขาอดที่จะอ่อนลงมาไม่ได้ “หลินเจาอี๋ เป็นดังเช่นที่ไทเฮาตรัสหรือไม่?”
หลินชิงเวยหันไปมองพระพักตร์ซีดเผือดของไทเฮาแวบหนึ่ง “หากหม่อมฉันมีใจจะลอบสังหารไทเฮา เมื่อสักครู่ไทเฮาถูกงูพิษกัดเหตุใดหม่อมฉันต้องช่วยชีวิตไทเฮาด้วยเพคะ? มิสู้ปล่อยให้สิ้นพระชนม์สิ้นเรื่องสิ้นราว ทูลฝ่าบาท ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นไทเฮาที่เรียกตัวหม่อมฉันมาตำหนักคุนเหอ ไทเฮาบีบบังคับถามหม่อมฉันเรื่องวิธีการชะลอวัยให้อ่อนเยาว์ตลอดกาล หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆ เพคะ ทว่าไทเฮาไม่ทรงเชื่อ ทรงตรัสว่าหม่อมฉันสามารถถวายการรักษาอาการประชวรของฝ่าบาทได้ ย่อมต้องทำให้ไทเฮากลับมาอ่อนเยาว์ดังเดิมได้เช่น