กัน ดังนั้นจึงสั่งให้คนเข้ามาจับกุมตัวหม่อมฉันเพื่อจะใช้ทัณฑ์ทรมาน หม่อมฉันทำลงไปเพราะต้องการปกป้องตนเองจึงไม่อาจไม่ลงมือตอบโต้ได้ อีกทั้งหม่อมฉันมิใช่คู่ต่อสู้ของพวกนางที่มีคนมากมายเช่นนี้ได้ หากฝ่าบาทเสด็จมาช้าอีกก้าวหนึ่ง อาจจะไม่ได้พบหม่อมฉันแล้วก็เป็นได้เพคะ”
เซียวจิ่นหรี่ตาลงทอดถอนใจและพูดเสียงเบา “ที่แท้เป็นเช่นนี้”
ไทเฮาตวาดเสียงแหลมด้วยความโกรธขึ้งทันที “หลินเจาอี๋! เจ้าเจตนาบิดเบือนเรื่องราว สร้างความร้าวฉานระหว่างเปิ่นกงและฝ่าบาท เจ้ามีแผนการอะไรในใจกันแน่?!”
หลินชิงเวย “หม่อมฉันไม่ได้บิดเบือนเรื่องราวให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพคะ ฝ่าบาททอดพระเนตรก็จะรู้ได้เองเพคะ” นางพูดแล้วก็เดินไปที่ชั้นวางหนังสือเมื่อสักครู่ หันกลับมาเห็นไทเฮาที่หน้าซีดขาวในชั่วพริบตา นางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มให้ไทเฮา ต่อมานางบิดปุ่มค่ายกลตามที่เห็นหมัวมัวทำก่อนหน้านี้ ชั้นวางหนังสือเปิดออกจากตรงกลาง ประตูหินของห้องลับปรากฏอยู่เบื้องหน้า นางหันมาพูดกับเซียวจิ่น “เมื่อสักครู่ฝ่าบาทยังไม่ทรงเสด็จมา ไทเฮากำลังคิดจะจับตัวหม่อมฉันไปขังไว้ในห้องลับนี้เพคะ เพื่อไม่ให้ใครตามหาหม่อมฉันพบ”
“หลินเจาอี๋ เจ้าพูดจาเหลวไหล!”
หลินชิงเวยมองไทเฮาอย่างไม่เกรงกลัว “หากหม่อมฉันพูดจาเหลวไหล ไทเฮาจะให้หม่อมฉันรู้ว่ายังมีห้องลับนี้หรือไม่?” นางเห็นความหวาดกลัวพาดผ่านใบหน้าของไทเฮาอย่างชัดเจน เป็นสีหน้าของคนที่ยังมีเรื่องราวซุก