” เสี่ยวฉีไม่อาจไม่กังวลใจ “กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ดังนั้น…” เขายังพูดไม่จบหลินชิงเวยก็หันกายเดินกลับเข้าไปในห้อง ไม่ถึงอึดใจหนึ่งนางก็เดินออกมาพร้อมกับเสื้อคลุมกันลมตัวหนึ่ง “ยังยืนโง่งมอะไรอยู่ ยังไม่นำทางข้าไปอีก”
แน่นอนว่ามิใช่นำทางเดินไป หาไม่แล้วรอให้ไปถึงตำหนักคุนเหอ อาหารคงเย็นชืดเสียหมดแล้ว เสี่ยวฉีพูด “ล่วงเกินแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คำหนึ่งแล้วอุ้มหลินชิงเวยขึ้นพร้อมใช้วิชาตัวเบาเหินกายมุ่งหน้าไปตำหนักคุนเหอ วรยุทธ์ของเขาเป็นเลิศ องครักษ์ที่ลาดตระเวนอยู่ในวังหลวงพบเห็นเขาได้ไม่ง่ายดายนัก
ระหว่างทางได้ยินเสี่ยวฉีพูดว่าก่อนหน้านี้เซ่อเจิ้งอ๋องไม่เคยพบหน้าไทเฮาเพียงลำพังในเวลากลางคืน อีกทั้งไปที่นั่นเป็นเวลานานเช่นนั้น สถานการณ์ในครั้งนี้ไม่ปกติ ไทเฮาส่งคนไปดักรอหน้าประตูวังบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษาหารือ เซ่อเจิ้งอ๋องย่อมต้องไปเยือนจึงละเลยจุดนี้ไป ด้วยคนที่นำความมาบอกแจ้งแก่เซ่อเจิ้งอ๋องว่าไทเฮาต้องการหารือเรื่องของหลินเจาอี๋ เมื่อเซ่อเจิ้งอ๋องได้ยินเช่นนั้นจึงตรงไปทันที
ยามนั้นเสี่ยวฉียังเข้าใจว่าเจตนาที่ไทเฮาส่งคนมาบอกความ เป็นเพราะหลินชิงเวยตกอยู่ในเงื้อมมือขอไทเฮา ทว่าเซ่อเจิ้งอ๋องไปนานเกินไป เสี่ยวฉีไม่วางใจอย่างยิ่งจึงได้แต่มาสอบถามที่ตำหนักฉางเหยี่ยนให้แน่ใจว่าหลินชิงเวยอยู่ในตำหนักฉางเหยี่ยนหรือไม่ เมื่อมาถึงที่นี่จึงพบว่าก่อนหน้านี้ไทเฮาวางกลลวงให้เซ่อ