งไม่เคยถูกฝึกมาก่อน ทันทีที่ออกมาจากคอกม้ามันจึงคึกคะนองราวกับม้าป่า ลากก็ลากไม่อยู่ กระทั่งครูฝึกม้าก็ยังต้องหลีกทางไปอยู่ด้านข้าง
หลินชิงเวยเห็นร่างในอาภรณ์สีม่วงเหินกายกลางอากาศจากนั้นลงสู่หลังม้าตัวสุดท้ายอย่างแม่นยำ ไม่ใช่เซียวเยี่ยนแล้วจะเป็นผู้ใดได้ หลินชิงเวยหรี่ตาลง เห็นในมือของเขาถือแส้เส้นหนึ่ง ม้าตัวที่เขาควบอยู่นั้นดูเหมือนไม่พอใจและขุ่นเคืองอย่างที่สุดเมื่อรับรู้ได้ว่ามีคนนั่งอยู่บนหลังของมันอย่างกะทันหัน เริ่มแรกมันวิ่งโจนทะยานไปข้างหน้าอย่างคลุ้มคลั่ง แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจสลัดให้เซียวเยี่ยนตกจากหลังของมันได้
ทว่าหลินชิงเวยดูแล้วรู้สึกว่าอันตรายเกินไป นี่หากเพียงแค่ไม่ทันระวังสักนิด ย่อมต้องถูกเกือกม้าเหยียบตายอย่างไม่มีทางรอดเป็นแน่
“เมื่อก่อนเสด็จอาเคยฝึกม้ามาก่อนหรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่น “เคยฝึกมาก่อน แต่น่าจะเป็นหลายปีก่อนหน้านี้กระมัง”
“หลายปีก่อน? เช่นนั้นเขายังกล้าขึ้นไปขี่”
เซียวจิ่นหันมายิ้มอบอุ่นและมองประเมินหลินชิงเวย “เจ้าเป็นห่วงเสด็จอาหรือ”
“ฝ่าบาทไม่ทรงห่วงหรือเพคะ”
เซียวจิ่นส่ายหน้า “ไม่เป็นห่วง เสด็จอาไม่มีทางทำเรื่องที่ไม่มั่นใจ”
ต่อมาหลินชิงเวยเห็นขาทั้งคู่ของเซียวเยี่ยนเหยียบลงบนหลังม้าแล้วเหินกายขึ้นกลางอากาศด้วยความรวดเร็ว ม้าตัวแล้วตัวเล่า เขาควบขี่บนหลังม้าทุกตัวเป็นระยะทางหนึ่ง ในที่สุดก็นั่งลงบนหลังม้าหนุ่มตัวข้างหน้าสุด
เซียวเยี่ยนใช้แส้ม้าควบ