้วเจิ้นยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี”
หลินชิงเวยคว้ามือของเซียวจิ่นวางลงบนไหล่ของตนเอง ไม่มีเวลาเงยหน้าขึ้นมามองเขา เขากลับมองนางอย่างสงบตลอดเวลา หลินชิงเวยจดจ่อสมาธิอยู่กับขาทั้งคู่ของเซียวจิ่นและพื้นกระดานเรียบๆ ทางหนึ่งประคองเซียวจิ่นเดินทีละก้าวๆ อีกทางหนึ่งพูดว่า “หากรู้สึกว่าขาเมื่อยล้าแล้ว พระองค์จะต้องถ่ายน้ำหนักตัวมาบนร่างของหม่อมฉันนะเพคะ เข้าใจหรือไม่เพคะ”
“อืม”
ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว เซียวจิ่นและหลินชิงเวยใช้เรี่ยวแรงไปไม่น้อย ในที่สุดก็เดินมาถึงขอบหน้าต่าง
หลินชิงเวยเหนื่อยเสียจนหอบแฮ่กๆ เซียวจิ่นค้ำอยู่กับขอบหน้าต่าง ยิ้มให้นางอย่างรู้สึกผิดในใจ “ชิงเวย ขอโทษด้วย ดูเหมือนคำขอของเจิ้นจะไร้เหตุผลอยู่บ้าง”
หลินชิงเวยพรูลมหายใจเลิกคิ้วพูดว่า “ยังดีเพคะ ไม่ถึงกับไร้เหตุผล ยังอยู่ในขอบเขตที่หม่อมฉันรับได้เพคะ”
เซียวจิ่นมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงตะวันสาดส่องด้านนอกชายคาเรือน ด้านนอกหน้าต่างเต็มไปด้วยต้นไม้ กิ่งไม้สีเขียวที่ยื่นออกไป ดอกไม้สีแดงเป็นจุดๆ อยู่ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ท่ามกลางเมฆขาวเคลื่อนคล้อยอยู่บนท้องฟ้า สายลมเย็นพัดโชยกลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าในสวนมาด้วย
เซียวจิ่นหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นลืมตาขึ้น สภาพจิตใจของเขาในเวลานี้เป็นสุขยิ่งนัก “เมื่อก่อนเจิ้นไม่เคยยืนอยู่ข้างขอบหน้าต่างบานนี้ มองทิวทัศน์ภายนอกมาก่อนเลย เจิ้นได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น แต่การนั่งอ