ยู่บนเก้าอี้รถเข็น มองไม่เห็นพื้นดินสีน้ำตาล และมองไม่เห็นรากของต้นไม้ที่ขึ้นมาบนดิน ยิ่งมองไม่เห็นท้องฟ้าที่ไร้ขอบเขตเช่นนี้ เมื่อก่อนสายตาของเจิ้นมีเพียงบานหน้าต่างบานนี้ แต่ยามนี้สายตาของเจิ้นก็คือฟ้าดินผืนหนึ่งนอกหน้าต่างบานนี้”
ราวกับว่าความรู้สึกเป็นสุขและยินดีชนิดนี้สามารถส่งต่อถึงผู้อื่นได้ ส่งผลให้หลินชิงเวยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาด้วย
เซียวจิ่นยืนอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยที่จะยืนหยัดต่อไป หลินชิงเวยจึงพูดขึ้นว่า “พอแล้วเพคะ ควรกลับไปได้แล้ว”
หลินชิงเวยประคองเขาค่อยๆ เดินกลับไปนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง สีหน้าท่าทางของดูออกอย่างชัดเจนว่าเขาตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ถึงเวลาพลบค่ำ เซียวจิ่นรั้งหลินชิงเวยให้อยู่กินอาหารมื้อเย็นที่นี่ หลินชิงเวยใจแข็งไม่พอที่จะปฏิเสธเขาจึงรั้งอยู่ต่อ เพียงแต่อาหารมากมายบนโต๊ะเสวย หากกินกันเพียงสองคนดูเหมือนจะเงียบเหงาไปหน่อย
อาหารเหล่านั้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวด ต่อให้หลินชิงเวยและเซียวจิ่นหิวขนาดกินวัวได้ทั้งตัวก็ไม่อาจกินอาหารเหล่านี้ลงไปได้ทั้งหมด
แน่นอนว่าเวลาเช่นนี้หลินชิงเวยย่อมต้องคิดถึงเซียวเยี่ยน หลังจากปฏิบัติภารกิจการฝึกนกพิราบเสร็จสิ้น เวลาส่วนใหญ่ของนางล้วนอยู่ตำหนักฉางเหยี่ยน โอกาสที่จะได้พบหน้าเซียวเยี่ยนมีไม่มากนัก
ระยะห่างสามารถก่อให้เกิดความงดงาม ระยะห่างสามารถก่อให้เกิด…ความคิดถึงเช่นกัน เพียงแต่นี่เป็นความรู้สึกที่ยุ่งยากซับซ้อน หล