ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมเพคะ? กลับเป็นไทเฮาเสียอีกสามวันห้าวันก็เข้าออกห้องทรงพระอักษร ใส่ใจเซ่อเจิ้งอ๋องยิ่งนัก ซ้ำยังปิดประตูแน่นหนา ไม่ให้คนเข้ามา ไม่คิดว่าไม่หลีกเลี่ยงต่อคำครหานินทาเกินไปหรือไม่เพคะ?”
ไทเฮาโกรธขึ้งอย่างที่สุด นางจิกปลายเล็บลงบนผ้าเช็ดหน้าในมือและหรี่ตาพูดว่า “เปิ่นกงเห็นว่าเซ่อเจิ้งอ๋องตรากตรำด้วยสะสางราชกิจแทนฮ่องเต้ จึงมาเยี่ยมเยียนก็มีความผิดหรือไร?”
หลินชิงเวย “ไทเฮาโปรดวางพระทัยเพคะ ต่อไปฝ่าบาทได้มอบหมายเรื่องเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันจะไม่ทำให้ไทเฮาทรงผิดหวังเป็นแน่ หม่อมฉันจะมาไต่ถามเซ่อเจิ้งอ๋องวันละสามเวลาเลยเพคะ”
ในที่สุดเซียวเยี่ยนก็วางพู่กันจูซาในมือลงแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพูดเสียงเรียบว่า “หลินเจาอี๋ ห้ามเสียมารยาทต่อไทเฮา”
เมื่อเห็นว่าเซียวเยี่ยนยืนอยู่ข้างตน สีหน้าของไทเฮาจึงดีขึ้นเล็กน้อย ต่อมาเซียวเยี่ยนพูดขึ้นอีกว่า “คืนนี้ยังมีราชกิจมากมายที่ยังไม่ได้ทำ เชิญไทเฮาตามสบายเถิด”
ไทเฮารู้ว่าตนเองอยู่ที่นี่มาสักพักหนึ่งแล้วย่อมเป็นการรบกวนเซียวเยี่ยนไม่มากก็น้อย ยามนี้มิใช่เวลาที่นางจะมาทะเลาะเบาะแว้งกับหลินชิงเวยที่นี่ หากทำให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วแพร่ออกไปจะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของผู้อื่น นางจึงพูดว่า “ยามนี้ไม่เช้าแล้ว เปิ่นกงไม่รบกวนเซ่อเจิ้งอ๋อง” ไทเฮาเหลือบมองหลินชิงเวยด้วยสายตาเย็นชา “หลินเจาอี๋ ไม่ได้ยินที่เซ่อเจิ้งอ๋องพูดหรือไ