งเงียบๆ
ราวกับเซียวจิ่นรู้ว่าหลินชิงเวยกำลังคิดอะไร จึงพูดอย่างอ่อนโยนว่า “น้ำแกงเม็ดบัวเห็ดหูหนูนี้เจิ้นไม่ชอบดื่ม เหลือเพียงเท่านั้น ไม่สู้เจ้าส่งไปให้เสด็จอา””
หลินชิงเวยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เขามีไทเฮาส่งอาหารให้ทุกวัน คิดดูแล้วคงจะมีความสุขยิ่งนัก ไหนเลยจะเห็นน้ำแกงเม็ดบัวเห็ดหูหนูของพวกเราได้เพคะ!”
เซียวจิ่นพูดกลั้วหัวเราะ “เสด็จอามีภารกิจมากมาย ที่จริงแล้วเขาเหน็ดเหนื่อยยิ่งยวด ชิงเวย หากเจ้าไม่อยากให้ไทเฮาเข้าออกห้องทรงพระอักษร เจ้าต้องไปก่อนก้าวหนึ่ง” เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดราวกับต้องการเอาอกเอาใจหลินชิงเวย “ที่จริงแล้วเจิ้นไม่ชอบให้ไทเฮาเข้าออกห้องทรงพระอักษรเช่นกัน หากเจ้าเห็นแล้วขัดตา เจิ้นอนุญาตให้เจ้าเข้าออกห้องทรงพระอักษรโดยอิสระ”
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองก็ประสานเข้ากับดวงตากระจ่างใสของเซียวจิ่น ไร้ซึ่งความคิดซับซ้อนยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยความจริงใจ
นางพูดดักคอ “ฝ่าบาท โตเป็นผู้ใหญ่ก่อนเวลาไม่ใช่เรื่องดีเพคะ”
เซียวจิ่น “เจิ้นเคยพูดแล้วว่าเจิ้นไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกแล้ว”
หลินชิงเวยนำน้ำแกงเม็ดบัวเห็ดหูหนูวางลงในกล่องอาหาร เซียวจิ่นอมยิ้มมองนางเดินออกประตูไป หากเทียบกับไทเฮาแล้วเขาจะยินดีให้หลินชิงเวยเป็นคนสนิทเซียวเยี่ยนมากกว่าไทเฮา เรื่องนี้เซียวจิ่นแน่ใจอย่างยิ่ง
หลังจากหลินชิงเวยออกไปรอยยิ้มในดวงตาเมื่อสักครู่ของเขาก็จางหายไป แววตานั้นแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งลึกไม่สมกับวัยของเ