เขาคุ้นเคยกับการจัดวางสิ่งของภายในห้องของตนเป็นอย่างดี ความสามารถในการมองเห็นของเขาไม่สามัญ เขาวางหลินชิงเวยลงบนเตียงนอนของตน รอนางกำนัลสองคนที่เข้ามาจุดโคมไฟด้านนอกพร้อมกับสนทนากันไปด้วยจากไปแล้วจึงหันกายไปจุดโคมไฟภายในห้อง
ไหนเลยจะคิดว่าเมื่อเขาหันกายกลับไปพลันมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมากุมมือใหญ่ของเขาเอาไว้
หลินชิงเวยครึ่งหลับครึ่งตื่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เซียวเยี่ยน อย่าไป”
เสียงงึมงำนั้นราวกับมีเวทย์มนต์ก็มิปาน ถึงกับทำให้เซียวเยี่ยนหยุดชะงักย่างก้าวของตน ร่างสูงใหญ่ของเขายืนอยู่ในความมืดไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียวอย่างจนปัญญา
เซียวเยี่ยนยืนอยู่เนิ่นนานประดุจรูปปั้นแกะสลัก มือของหลินชิงเวยเย็นเยียบ แต่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือ
“ข้าไปจุดตะเกียง”
“ไม่เอา”
หลินชิงเวยดึงรั้งเขา เขาจึงนั่งลงบนเตียง นางซุกกายเข้ามาหนุนบนขาของเขาพร้อมกับโอบไปรอบบั้นเอวของเขาเบาๆ และพูดขึ้นอีกว่า “แค่ประเดี๋ยวเดียว ประเดี๋ยวเดียวก็พอ”
“เซียวเยี่ยน”
“หืม?”
“ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”
เซียวเยี่ยนยกมือขึ้นลังเลอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงวางลงบนแผ่นหลังของหลินชิงเวยเบาๆ ค่อยๆ ลูบลงบนแผ่นหลังและเส้นผมยาวสลวยของนาง ราวกับทำเช่นนี้แล้วปลอบประโลมนางได้มากที่สุด
“เซียวเยี่ยน…”
“เซียวเยี่ยน…”
เซียวเยี่ยนเกี่ยวเส้นผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าของหลินชิงเวย ข้อกระดูกนิ้วของเขาสัมผัสใบหน้าของนางอย่างไม่ตั้งใจจึง