ย่างอิสระไม่ได้ อีกประเดี๋ยวหากเจ้ามีเหตุผลสมควรที่ให้ข้าต้องออกไป ก็พูดให้ฝ่าบาทอนุญาตให้ข้าออกไป”
ต่อมาหลินชิงเวยพาหลินเสวี่ยไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้พร้อมกัน ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งนักที่หลินเสวี่ยหรงไม่ไปแสดงละคร ยามนี้นางคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้และเซ่อเจิ้งอ๋อง น้ำมูกน้ำตาไหลพร้อมกับระบายความทุกข์ใจ นางทูลฝ่าบาทว่ามารดาของนางจ้าวซื่อ ซึ่งก็คือป้าสะใภ้ของหลินชิงเวยล้มป่วยหนัก เชิญหมอมาหลายคนแล้วแต่ไม่ดีขึ้น หลินเสวี่ยหรงคิดขึ้นมาได้ว่าหลินชิงเวยที่อยู่ในวังหลวงพอจะรู้วิชาแพทย์ จึงกล้าหาญมาขอให้หลินชิงเวยกลับไปรักษาจ้าวซื่อ
แม้เซียวจิ่นจะไม่ล่วงรู้เรื่องบุญคุณความแค้นระหว่างหลินชิงเวยและหลินเสวี่ยหรง แต่เขาย่อมได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันเกิดของมหาเสนาบดีหลินอยู่บ้าง หลินชิงเวยและจ้าวซื่อไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนัก
เซียวจิ่นเงียบขรึมไปครู่หนึ่ง แล้วโยนปัญหานี้มาให้หลินชิงเวย “ชิงเวย เรื่องนี้เจ้าเห็นอย่างไร?”
หลินชิงเวยพูดขึ้นเบาๆ ว่า “อืม ดีชั่วอย่างไรก็เป็นท่านป้าสะใภ้ของหม่อมฉันเพคะ” เมื่อนางช้อนตาขึ้นกลับประสานสายตาเข้ากับเซียวเยี่ยน สายตาของเขานิ่งลึกด้วยมองนางออกอย่างทะลุปรุโปร่งพร้อมทั้งส่งสายตาห้ามปรามมาด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขารู้สึกว่าตนไม่ควรไปจวนเซี่ยนอ๋องอีกหรือรู้สึกว่าตนไม่ควรจะปิดบังเซียวจิ่นเช่นนี้
หากจะพูดให้ร้ายแรงสักหน่อย น