ปในล่วมยาแยกตามประเภทอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เขาทำทุกอย่างไม่ช้าและไม่เร็ว ราวกับมีความอดทนและความตั้งใจอย่างที่สุด อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวหลินชิงเวยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ยกเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง ศอกของนางวางอยู่บนหัวเข่า เท้าคางมองเงาร่างด้านหลังของเซียวเยี่ยนและทุกๆ การกระทำของเขา คิดว่าเขาที่เป็นเช่นนี้กลับเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
หากให้เขามาเป็นเด็กถือล่วมยา นางย่อมต้องทำงานได้มากทั้งที่ลงแรงไปน้อยเป็นแน่ แต่เด็กถือล่วมยาคนนี้ยิ่งใหญ่เกินไป สถานะสูงศักดิ์เกินไป นางไม่อาจรับไว้ได้
สุดท้ายเซียวเยี่ยนปิดล่วมยาดัง “พ่าง” เขาลุกขึ้นและสะพายล่วมยาไว้บนบ่าของตน ดูไปแล้วยังมีบุคลิกเหมือนท่านหมอที่มองความเป็นความตายด้วยสายตาเย็นชาอยู่สองส่วน
เซียวเยี่ยนเดินมาหยุดเบื้องหน้าหลินชิงเวย “ไปเถิด”
ยามนี้พ่อบ้านของจวนอ๋องได้รออยู่ข้างนอกแล้ว เขารออยู่ที่นั่นไม่กล้าละเลย กระทั่งเซียวเยี่ยนและหลินชิงเวยออกมา พ่อบ้านรีบค้อมกายเอ่ยขึ้นทันทีว่า “เซ่อเจิ้งอ๋อง เจาอี๋เหนียงเหนียง อาหารได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว เซ่อเจิ้งอ๋องและเจาอี๋เหนียงเหนียงต้องลำบากแล้ว เชิญ…”
เซียวเยี่ยนปฏิเสธเรียบๆ “ไม่ต้อง เวลาไม่เช้าแล้ว เปิ่นหวางและหลินเจาอี๋กลับวังหลวงก่อน”
ต่อมาคนทั้งสองเดินออกไปจากจวนอ๋อง ด้านนอกดวงจันทร์และดวงดาวดารดาษเต็มท้องฟ้า คนทั้งสองเดินผ่านตรอกไม่ยาวนักหน้าประตูจวนอ๋องทะลุออกไปถนนหลักของทิศตะวันตกของเมือง