งจึงหยิบสุราขึ้นมาจิบคำหนึ่ง เหล้าสาเกนั้นฝาดเฝื่อนและฤทธิ์แรงมาก เขาจึงขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อยและถามว่า “อร่อยถึงเพียงนั้นจริงๆ?”
หลินชิงเวยหยิบเนื้อย่างไม้หนึ่งยื่นมาหน้าเขา “อืม ลองกินดู” เซียวเยี่ยนมองอย่างรังเกียจแวบหนึ่งทว่ายังคงไม่ขยับ หลินชิงเวยกล่าวอีกว่า “ข้ารู้ว่าท่านไม่ค่อยกินเผ็ด แต่ความเผ็ดชนิดนี้เมื่ออยู่บนเนื้อย่างเป็นการผสมผสานกันที่ลงตัวอย่างยิ่ง ยังกินเคล้าสุรา ก็จะงดงามสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด”
เซียวเยี่ยนยังคงไม่ขยับ อาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้าเขาแทบจะไม่มีแรงดึงดูดอันใด
หลินชิงเวยไม่ยอมรามือ หยิบเนื้อย่างใส่ปากเขา บนริมฝีปากเขามีคราบน้ำมันพริกสีแดงเปื้อนอยู่ หลินชิงเวยกล่าว “ท่านลองกินดูสิ”
เซียวเยี่ยนขัดใจนางไม่ได้ ได้แต่กัดไปคำหนึ่งแล้วค่อยๆ เคี้ยว
หลินชิงเวยหรี่ตาลงถามว่า “อร่อยมากใช่หรือไม่?”
“ธรรมดา” เซียวเยี่ยนกินเนื้อย่างไม่อีกหลายไม้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว อีกทั้งเมื่อกินกับเหล้าสาเกก็ไม่รู้สึกว่าเหล้าสาเกนั้นฤทธิ์แรงแต่อย่างใดอีก ในทางกลับกันกลับให้ความรู้สึกลื่นคอ เขาพูดทำลายบรรยากาศขึ้นมาว่า “เมื่อสักครู่สะอิดสะเอียนจนกระทั่งอาเจียน คิดไม่ถึงว่าเจ้ายังกินได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้”
หลินชิงเวยสะบัดกายขนลุกถลึงตาใส่เขา “ท่านมิใช่กินเนื้อย่างอย่างมีความสุขหรือ?”
เซียวเยี่ยนหลุบดวงตารูปหงส์คู่นั้นลงต่ำ ริมฝีปากถูกพริกลวกปากเสียจนกลายเป็นสีแดงเข้มเป็นสีสันที่ชวนมองยิ่ง เขา