อ เจ้ากล้าใช้อาวุธมีคมในตำหนักหรือ?”
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองไทเฮาด้วยสายตานิ่งๆ ความมั่นใจเต็มเปี่ยมแผ่ซ่านออกมา ในสายตาของนางไทเฮาก็คือเด็กที่ไม่รู้อะไรคนหนึ่ง นางจึงพลิกมือขึ้นกรีดมีดลงบนอาภรณ์ของปี้หลิงทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งกล่าวอย่างมีน้ำอดน้ำทนว่า “ไทเฮามิใช่ตรัสว่าหม่อมฉันเป็นผู้สังหารปี้หลิงหรอกหรือเพคะ หม่อมฉันต้องหาหลักฐาน”
“นี่เจ้ากำลังไม่เคารพต่อผู้ตาย!”
“ไม่เคารพ?” หลินชิงเวยเลิกคิ้วทั้งคู่ “ผู้ตายตายตาไม่หลับ ไทเฮาอย่าได้หาเหตุผลเลอะเลือนมาสนับสนุน นี่ก็คือการเคารพต่อผู้ตาย?” รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางเย็นชา “หากไทเฮาต้องการตรวจสอบให้ละเอียด ไม่สู้เชิญหมอหลวงท่านหนึ่งมาดู จากนั้นค่อยตัดสินว่าตายเพราะต้องพิษ?”
“เจ้า!” ไทเฮาตบโต๊ะ โมโหเสียจนต้องยืนขึ้นมา
เซียวจิ่นส่งเสียงขึ้นมาในเวลาอันเหมาะสม “เสด็จแม่โปรดระงับโทสะ รอชิงเวยตรวจดูเสียก่อนว่านางพูดอย่างไรเถิด”
หลินชิงเวยกรีดเปิดอาภรณ์ของปี้หลิง เปิดออกไปด้านข้างปรากฏให้เห็นร่างกายของนาง
ปลายนิ้วของหลินชิงเวยชี้ไปบนร่องรอยเขียวม่วงตามร่างของของปี้หลิง นางกล่าวเสียงหนักว่า “บนร่างของปี้หลิงมีร่องรอยเป็นศพอย่างชัดเจน ร่องรอยปรากฏบนแผ่นหลังเต็มไปหมด แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้เพิ่งตายเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่นางตายมาแล้วอย่างน้อยเป็นเวลาสองวัน”
คนทั้งหมด “…”
จมูกของหลินชิงเวยไวกว่าทุกคน และเป็นเพราะทักษะความสามารถจากการสั่งสมประสบการณ์ใน