้ามาจึงนำนางกำนัลแสดงการคารวะ เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนหวานว่า “หม่อมฉันถวายพระพรจ้าวเฟยเหนียงเหนียงเพคะ”
จ้าวเฟยไม่เรียกให้นางลุกขึ้นพร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “นี่มิใช่จู๋กุ้ยเหรินหรือ งานเลี้ยงของวังหลวงครั้งก่อนมิใช่สร้างสีสันให้กับทุกคนหรือไร”
ท่าทีของจู๋กุ้ยเหรินนอบน้อมอย่างยิ่ง ยังคงอยู่ในท่าทางการแสดงคารวะ “จ้าวเฟยเหนียงเหนียงกล่าวชมเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ถูกต้อนให้ออกไปเท่านั้น น่าขันแล้วเพคะ การบรรเลงพิณของจ้าวเฟยเหนียงเหนียงช่างไพเราะเสนาะหูจับใจผู้คนยิ่งเพคะ”
จ้ายเฟยแค่นเสียงเย็น สะบัดแขนเสื้อคลุมมองนางด้วยหางตา “ถูกต้อนออกไปหรือ? น่าขันหรือ? ฮึ เปิ่นกงไม่รู้ว่าหากจู๋กุ้ยเหรินแสดงฝีมือเต็มกำลัง จะทำให้ผู้คนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเท่าใด!”
“หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ” จู๋กุ้ยเหรินกล่าว
จ้าวเฟยได้กลิ่นหอมอบอวลจากร่างของนาง ในใจยิ่งเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้าเงยหน้าขึ้นมา”
จู๋กุ้ยเหรินได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าลักษณะใดกัน โครงหน้าชัดเจนคมขำ สันจมูกสูงโด่ง เบ้าตาทั้งคู่ลึกทว่ากลับทำให้นัยน์ตานั้นซาบซึ้งดึงดูดผู้คนยิ่งนัก แม้หน้าตาท่าทางของนางจะแตกต่างจากสตรีของจงหยวน แต่ไม่อาจไม่ยอมรับว่าขอเพียงเป็นบุรุษเมื่อได้พบเห็นล้วนต้องเกิดความหวั่นไหว
จ้าวเฟยริษยารูปร่างและท่วงท่าการร่ายรำของนาง ริษยารูปโฉมอันงดงามของนางยิ่งกว่า นางเงื้อมื