“ชิงเวย มานี่”
หลินชิงเวยไม่อาจหักหน้าฮ่องเต้น้อยต่อหน้าผู้อื่นได้ จึงได้แต่ก้าวเข้าไปอีกสองก้าว มาถามเบื้องหน้าเซียวจิ่น “ฝ่าบาทมีอะไรจะรับสั่งเพคะ?”
“เจ้าก้มตัวลงมา เจิ้นมีคำพูดจะพูดกับเจ้า”
หลินชิงเวยโน้มกายลงไปเอียงหูตั้งใจฟัง
ผ่านไปอึดใจหนึ่งเซียวจิ่นไม่ได้พูดอะไรสักประโยค ยามนี้ข้ารับใช้ในลานเรือนต่างถอยออกไปไกลโยชน์อย่างผู้มีหูตากว้างไกล ภายในลานเรือนเหลือเพียงพวกเขาสองคน
แสงตะวันให้ความรู้สึกเฉกเช่นต้นคิมหันตฤดูที่สาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของหลินชิงเวยอย่างอบอุ่น ขับให้ผิวพรรณของนางนวลผ่อง ดวงตาคู่นั้นของนางราวกับถูกแสงตะวันอาบไล้ผ่านอย่างไรอย่างนั้น ขนตาเป็นแพกะพริบถี่ๆ มิอาจบดบังแสงเงินแสงทองที่กะพริบระยิบระยับภายในแววตานั้นได้
ใบหน้าด้านข้างของเซียวจิ่นมีแสงอ่อนๆ ครอบคลุมอยู่ชั้นหนึ่งเช่นกัน เสื้อคลุมมังกรขนาดพอดีตัวที่สวมอยู่บนร่างของเขาขับให้ผิวของเขายิ่งขาวละเอียด ปกคอเสื้อและชายอาภรณ์ล้วนปักลวดลายมังกรซ้อนทับกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาในยามนี้ไม่มีอำนาจและบารมีของฮ่องเต้ เหมือนเด็กน้อยอายุน้อยกว่าหลินชิงเวยสามปี สีหน้าท่าทางของเขาคือเด็กน้อยที่กำลังเติบใหญ่สุภาพอ่อนโยนสุขุม
หลินชิงเวยไม่ได้ยินเซียวจิ่นเอ่ยวาจาอันใดจึงเอียงหน้าขมวดคิ้วหันไปมองเขาแวบหนึ่ง เขากำลังจับจ้องลำคอของตนเงียบๆ
“ฝ่าบาทมิใช่ต้องการตรัสสิ่งใดหรือเพคะ?” หลินชิงเวยถาม
เซียวจิ่นยกปลายนิ้วขึ้นแต