่างรวดเร็วเป็นแน่เพคะ” นางหันไปมองเซียวเยี่ยนแล้วหันมามองเซียวจิ่นและถามขึ้นว่า “ยามนี้พวกเราจะไปคุกหลวงเพื่อไต่สวนมือสังหารเมื่อคืนนี้ใช่หรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่นตกตะลึง รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าเบิกบานขึ้นอีกสองส่วน “ชิงเวย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราจะพาเจ้าไป?”
หลินชิงเวยแสร้งทำท่าผิดหวัง “หา? ที่แท้มิใช่รอหม่อมฉันเพื่อพาหม่อมฉันไปด้วยหรือเพคะ? พูดอย่างไรก็เป็นหม่อมฉันที่ช่วยฝ่าบาทจากเงื้อมือของมือสังหารผู้นั้น หม่อมฉันมีสิทธิ์ที่จะสอบถามเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งเพคะ”
เซียวเยี่ยนหันกายเดินออกไปแล้ว รอยยิ้มของเซียวจิ่นไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย “ชิงเวย ยังไม่รีบเข็นเก้าอี้ของเจิ้นตามไปอีก นี่เสด็จอาอนุญาตแล้ว”
เซียวเยี่ยนเดินอยู่ข้างหน้า หลินชิงเวยเข็นเก้าอี้ของเซียวจิ่นตามหลังไป หลินชิงเวยทางหนึ่งหรี่ตามองเงาร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ทางหนึ่งฟังเซียวจิ่นพูด “ก่อนหน้าที่เจ้าจะมา เจิ้นให้เสด็จอาพาเจ้าและข้าไปด้วย เสด็จอาเดิมไม่ตกลง เจิ้นจึงพูดจาน่าฟังไปไม่น้อยเขาจึงฝืนใจยอมรับปาก”
ท่ามกลางความไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาถึงกับให้ความสนิทสนมขึ้นถึงสองส่วน พูดจบแล้วดูเหมือนตัวเองจะรู้สึกตัวขึ้นจึงกระแอมกระไอเบาๆ สองครั้ง บนใบหน้ายังมีความรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย
หลินชิงเวยจงใจพูดให้เสียงดังเล็กน้อย เสียงกระเง้ากระงอดนั้นกล่าวว่า “ไม่ใช่หรือเพคะ เสด็จอาต้องพาภาระเช่นพวกเราสองคนมาด้วย ดูเหมือนไม่ค่อยเ