วชื่อฉีพ่ะย่ะค่ะ”
“เสี่ยวฉีเอ๋ย ข้าดูเจ้าก็เอือมระอาไทเฮาเช่นกัน ไทเฮาเสด็จมาเยี่ยมเซ่อเจิ้งอ๋อง เข้าไปในตำหนักบรรทมของเซ่อเจิ้งอ๋องไม่ว่า ซ้ำยังปิดประตูคุยกันเป็นการส่วนพระองค์…”
“เจาอี๋เหนียงเหนียงอย่าได้พูดจาเหลวไหล!” องครักษ์หยุดเดินแล้วหันมามองนางด้วยสายตาคมปลาบทันที
หลินชิงเวยไม่เกรงกลัวท่าทีของเขาหรอก นางกล่าวเสียงเย็นว่า “เจ้าดูสิ ยังจะมามีน้ำโห ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล บนหน้าเจ้ามิใช่เขียนเอาไว้หรอกหรือ”
สีหน้าขององครักษ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาสุดท้ายยังคงมีสีหน้าเย็นชา “อย่างไรก็ตามเรื่องราวภายในตำหนักในมิใช่จะชัดเจนด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว ยังต้องขอให้เหนียงเหนียงระมัดระวังคำพูดคำจาและการกระทำด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ระมัดระวังคำพูดคำจาและการกระทำ นั่นเป็นเรื่องที่ข้ารับใช้เช่นเจ้าต้องทำ ยังไม่ต้องถึงกับให้ข้ามาทำ ข้อหนึ่งข้ามิใช่บ่าวรับใช้ ข้อสองไม่ใช่บ่าวรับใช้ ข้อสามยังคงไม่ใช่บ่าวรับใช้ ไฉนจึงต้องระมัดระวังคำพูดคำจาและการกระทำด้วย?”
“สิ่งที่ข้าน้อยควรพูดก็ได้พูดไปหมดแล้ว เหนียงเหนียงจะฟังหรือไม่นั้น สุดแล้วแต่เหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกลับมาถึงตำหนักบรรทมของเซียวเยี่ยนอีกครั้ง หลินชิงเวยรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายหวานเอียนจากร่างของไทเฮายังหลงเหลืออยู่ในชั้นบรรยากาศ เซียวเยี่ยนกำลังนั่งเอนกายพิงกับหัวเตียงในมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บถือหนังสือเล่มหนึ่ง พลิกเปิดหนังสือไปเรื่อยๆ ด้วยนิ้วเร