วเยี่ยนไม่ได้พลิกเปิดไปไหนอีก เขาหลุบดวงตาหงส์เรียวยาวของตนลงคุร่นคิดอย่างประหลาดใจ “ไม่มีอันใด”
“ไม่มีอันใด?” รอยยิ้มบนริมฝีปากของหลินชิงเวยเต็มไปด้วยความเสแสร้งและถากถาง “ข้ารู้ว่าท่านต้องพูดว่าพวกท่านไม่มีอันใด ท่านไม่ใช่คนเขลาเสียหน่อย หรือจะยอมรับว่าพวกท่านมีอะไรกัน? ไทเฮาดูเหมือนจะฟังคำพูดของท่านยิ่งนัก ดูเหมือนทำตามคำพูดของท่านทุกอย่าง”
“เมื่อแรกฟังคำพูดของท่าน นางจึงไว้ชีวิตข้า และเชื่อฟังคำสั่งของท่านด้วยการส่งตัวข้าเข้าไปในตำหนักเย็นเช่นกัน ทันทีที่ได้ยินว่าฝ่าบาทฟื้นคืนสตินางไม่ได้มีท่าทีดีอกดีใจอันใดเลย แต่เมื่อได้ยินว่าท่านเชิญนางไปที่นั่น นางก็รีบไปทันที”
“ไทเฮายังไม่แก่ชรา อายุยังน้อยไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ เป็นสตรีม่ายที่อยู่ในวัยเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ส่วนท่าน เซ่อเจิ้งอ๋องก็อยู่ในวัยหนุ่มแน่นเปี่ยมกำลังวังชาแข็งแกร่ง พำนักอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ด้วยศักดิ์ฐานะที่ดียิ่งยวด…”
เซียวเยี่ยนหลุบตาลงมองนางท่าทางนางที่ทายาให้ตนเองทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งพูดจ้อไม่หยุดปาก เส้นผมของนางแผ่สยายลงจากหัวไหล่ลงมา คล้ายบดบังและคล้ายไม่บดบังใบหน้าด้านข้างของนาง ระหว่างเส้นผมของนางมองเห็นผิวพรรณขาวผ่องของนาง จมูกเล็กๆ ของนางราวกับเป็นจุดศูนย์รวมของแสงตะวัน ริมฝีปากนั้นพูดจาไม่หยุดหย่อน
คิ้วของนางขมวดแน่น ไม่รู้ว่าด้วยเพราะรู้สึกเจ็บหรือเป็นเพราะนางไม่พึงพอใจ
เซียวเยี่ยนกล่าวขัดจังหวะนางด้วยน้ำเส