ลินชิงเวยกล่าวเนิบๆ “เซี่ยนอ๋องพูดอะไรกัน หม่อมฉันไหนเลยจะมีความกล้าหาญเพียงนั้น นี่มิใช่ล้วนเป็นพระบัญชาของฝ่าบาทหรือเพคะ เซ่อเจิ้งอ๋องทรงตรากตรำมาเป็นระยะเวลายาวนานจนเกิดล้มป่วย ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เขาพักผ่อนรักษาตัวให้ดี หม่อมฉันในฐานะผู้ถวายการรักษาเซ่อเจิ้งอ๋องย่อมต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุดเพคะ” นางช้อนตาขึ้นมองเซียวอี้แล้วหัวเราะออกมา “แน่นอนว่าหากเซ่อเจิ้งอ๋องยืนกรานที่จะบุกเข้าไป หม่อมฉันจะกล้าขัดขวางได้อย่างไร เซี่ยนอ๋องไม่กลัวถูกผู้คนเข้าใจผิดว่าฉวยโอกาสลงมือในขณะที่คนตกอยู่ในอันตรายด้วยมีใจคิดเป็นอื่นหรือเพคะ?”
“ช่างเป็นปากคอที่เราะรายยิ่งนัก” เซียวอี้ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กดดันให้หลินชิงเวยชนกับกำแพง เขาพูดเสียงต่ำ “กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเจ้ายืนอยู่ฝ่ายพวกเขา?”
“ไม่ หม่อมฉันยืนอยู่ฝ่ายตนเองเพคะ” หลินชิงเวยกล่าว “อย่างไรการพึ่งพาอาศัยผู้อื่นล้วนเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน หม่อมฉันเพียงแต่พึ่งพาตนเองเพื่อให้มีชีวิตรอด ปรารถนาเพียงท่านอ๋องอย่าได้ขัดขวางเส้นทางของผู้อื่น”
เซียวอี้มองนางนิ่งๆ อึดใจหนึ่ง จากนั้นถอนหายใจเบาๆ คำรบหนึ่ง “เปิ่นหวางเสียใจภายหลังแล้วจริงๆ เมื่อแรกไฉนจึงไม่ตัดสินใจแต่งเจ้า”
หลินชิงเวยกล่าวด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “น้องเสวี่ยหรงฉลาดเฉลียวกว่าหม่อมฉัน เซี่ยนอ๋องแต่งนางมิใช่เป็นเรื่องเหมาะสมดีอยู่แล้วหรือเพคะ? บุรุษมากความสามารถ สตรีงามพร้อม เป็