กษ์ไหนเลยจะไม่กระจ่างแจ้งว่าหากมิใช่ด้วยพาหลินชิงเวยไปด้วย เซ่อเจิ้งอ๋องคงไม่บาดเจ็บถึงเพียงนี้
หลินชิงเวยสูดลมหายใจเข้าลึก “ดียิ่ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้เซ่อเจิ้งอ๋องจะมีอาการตัวร้อน เจ้าไม่ต้องมาหาข้า ไปหาหมอหลวง หมอหลวงที่รักษาไม่ได้แม้แต่พระอาการตัวร้อนของฝ่าบาท ดูว่าจะรักษาอาการตัวร้อนของเซ่อเจิ้งอ๋องให้ลดลงได้หรือไม่”
พูดแล้วหลินชิงเวยก็หยิบล่วมยาของตนกลับมาแล้วหันกายเดินเข้าไป
ทว่าวันรุ่งขึ้นนางยังไม่ตื่นนอน ซินหรูกลับยืนพูดจ้ออยู่ในห้องนอนของนาง “พี่สาว เมื่อคืนท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อใดกัน? ยังมีอีก ยังมีอีก เช้าวันนี้มีพี่ชายตัวโตที่เคยปรากฏตัวในตำหนักเย็นครั้งก่อน เขามาหาพี่สาวเจ้าค่ะ รออยู่ข้างนอกเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว บอกว่าเซ่อเจิ้งอ๋องตัวร้อนมากเจ้าค่ะ มาเชิญเจ้าไปทางนั้น”
หลินชิงเวยเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน “เจ้าให้เขาไปเชิญหมอหลวง พี่สาวต้องรักษาระยะห่างกับเซ่อเจิ้งอ๋อง”
“อ้อ” ซินหรูเดินออกไปจริงๆ นางพูดกับองครักษ์คนสนิทที่รออยู่ในลานเรือนว่า “พี่สาวบอกให้ท่านไปหมอหลวง พี่สาวต้องรักษาระยะห่างกับเซ่อเจิ้งอ๋องเจ้าค่ะ”
สีหน้าขององครักษ์ผู้ติดตามแปรเปลี่ยนเป็นสับสนยุ่งเหยิงทันที
ซินหรูเอามือแตะปลายคางแล้วมองเขา “ท่านทำให้พี่สาวโมโหแล้วใช่หรือไม่?” องครักษ์ผู้ติดตามตื่นตะลึง นางเอ่ยอีกว่า “ดูท่าไม่ผิดแน่แล้ว ท่านให้พี่สาวรักษาระยะห่างกับเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นแน่”
องครักษ์ “ไ