ท้ายที่จะช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ จึงกล่าวขึ้นอย่างร้อนรนว่า “เซ่อเจิ้งอ๋อง ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับเสวี่ยหรงด้วยเพคะ!”
สีหน้าบนใบหน้าของเซียวเยี่ยนไม่เปลี่ยนแปลง เย็นชายิ่งยวด ขณะที่เขายืนอยู่เบื้องหน้าหลินเสวี่ยหรงแล้วมองนางนิ่งๆ นางกลับไม่มีความกล้าหาญที่จะอุทธรณ์ว่าตนถูกใส่ร้าย
หลินชิงเวยถาม “ท่านมานานเพียงใดแล้ว?”
“มาสักพักแล้ว”
หลินชิงเวิยหัวเราะเสียงต่ำ “ท่านได้ยินไปมากน้อยเพียงใด?”
“ที่ควรได้ยิน ที่ไม่ควรได้ยิน เปิ่นหวางล้วนได้ยินหมดแล้ว”
หลินเสวี่ยหรงสั่นเทิ้ม นางฟุบร่างสั่นสะท้านอยู่บนพื้น นางกล่าวว่า “เซ่อเจิ้งอ๋อง ท่านฟังเสวี่ยหรงอธิบายเพคะ…เรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่นางกล่าวมาเพคะ…”
เซียวเยี่ยนเดินผ่านร่างของนางไป “เปิ่นหวางกลับไม่ได้ยินนางพูดอะไร ส่วนใหญ่แล้วเป็นเจ้าที่พูด”
หลินชิงเวย “น้องเสวี่ยหรง หากเจ้ายังกล่าวว่าข้าพูดจาให้ร้ายเจ้าก็ไร้เหตุผลสิ้นดีแล้ว คำพูดล้วนเป็นเจ้าที่พูดออกมา และเป็นเจ้าที่รนมาหาเรื่องถึงที่ หากเจ้าฉลาดเฉลียวสักหน่อยก็ควรจะซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่ต้องออกมา”
หลินเสวี่ยหรงช้อนตาขึ้นถลึงตามองนางด้วยความเกลียดชัง ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
“พวกเจ้ากำลังพูดอะไรกัน ที่นี่ครึกครื้นเช่นนี้” ทันทีที่สิ้นเสียง คนทั้งสามต่างหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงทางเล็กๆ ในสวนไผ่มีคนกำลังเดินเข้ามาคนหนึ่ง
คนๆ นี้สวมอาภรรณ์สีฟ้าครามขลิบเงิน อาภรณ์ด้านบนเปิดออก