อกับหม่อมฉัน เราสองคนก็ลืมเรื่องราวก่อนหน้านี้ให้หมดเป็นอย่างไรเพคะ”
เซียวเยี่ยนมองไปตามสายตาของหลินชิงเวย มองไปทางหลินเสวี่ยหรงและจ้าวซื่อ เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าคิดจะทำอันใด?”
หลินชิงเวยยื่นมือออกไปสะบัดเส้นผมไปด้านหลัง เส้นผมดำขลับของนางแผ่สยาย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นงดงามหาตัวจับได้ยาก มีเสน่ห์และดึงดูดผู้คน นางกล่าวว่า “นอกจากหาเรื่องไม่เป็นมงคลแล้ว หม่อมฉันยังจะทำอะไรได้อีกเล่า?”
ยามนี้หลินซื่อและหลินเสวี่ยหรงได้มาถึงแล้ว เหล่าสตรีต่างพากันยอบกายถวายพระพร “ถวายบังคมเซ๋อเจิ้งอ๋อง ถวายพระพรเจาอี๋เหนียงเหนียงเพคะ”
แม้จะกล่าวว่าหลินชิงเวยอยู่ข้างกายเซียวเยี่ยนจึงพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย ทว่าสตรีเหล่านั้นแม้จะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่ในแววตายังคงมีความดูถูกดูแคลนนางให้เห็นอยู่
หลินชิงเวยเป็นบุตรสาวคนโตของจวนมหาเสนาบดี เป็นเหนียงเหนียงของวังหลวง แต่ด้วยด้วยเรื่องน่าอับอายจึงถูกส่งตัวไปอยู่ในตำหนักเย็น ต่อให้เวลานี้นางได้ออกมาจากตำหนักเย็นแล้ว อย่างไรก็เป็นคนมีมลทินแปดเปื้อนราคีคนหนึ่ง
สตรีเหล่านั้นนอกจากจะซุบซิบนินทาเรื่องของหลินชิงเวย ความสนใจที่มีมากกว่ายังคงพุ่งไปที่เซ่อเจิ้งอ๋อง เซ่อเจิ้งอ๋องไม่เพียงแต่เป็นบุรุษรูปงาม ทั้งยังทรงอำนาจและบารมี ที่สำคัญคือยังไม่ได้แต่งภรรยามาจนถึงบัดนี้ หากสามารถมีความสัมพันธ์กับเซ่อเจิ้งอ๋อง นั่นถือเป็นโชควาสนาเทียมฟ้าก็ว่าได้ ต่อให้มีโอ