้แต่ให้เสด็จอาไปเป็นเพื่อนเจ้า อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าไปเลือกสิ่งของในท้องพระคลังว่ามีของขวัญชิ้นใดเหมาะสมให้ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยของเจิ้น” ต่อมาเขาเอนกายมาพูดเสียงเบาริมหูหลินชิงเวย “ชิงเวย เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเสด็จอาได้หรือไม่ เจิ้นชดเชยให้เจ้าแทนเขา”
ดูสิ เด็กน้อยคนนี้รู้อยู่เพียงใด ไม่เหมือนผู้ใหญ่คนนั้น คิดว่าตนนั้นเป็นหนึ่งในใต้หล้า มีอะไรดีกว่าผู้อื่นเล่า!
หลินชิงเวยกล่าว “เห็นแก่พระพักตร์ของฝ่าบาทหรอกเพคะ หม่อมฉันจึงไม่ติดใจเอาความกับเขา”
เมื่อออกมาจากตำหนักบรรทม ซินหรูรั้งอยู่ที่นั่นเพื่อดูแลเซียวจิ่น เซียวเยี่ยนเดินนำหลินชิงเวยไปยังท้องพระคลัง
คนทั้งสองคนหนึ่งเดินนำหน้าอีกคนหนึ่งเดินตามหลัง ระหว่างทางไม่เอ่ยวาจาสักประโยค หลินชิงเวยเดินตามหลังเซียวเยี่ยน เหมือนขวดซีอิ๊วที่ถูกเขาลากมาด้านหลัง
แผ่นหลังของเซียวเยี่ยนกว้างใหญ่ เพราะเขามีรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเดินเหินจึงคุ้นชินที่จะเดินก้มหน้า ดูราวกับเป็นภูเขาลูกหนึ่ง เส้นสายบนแผ่นหลังของเขาเหยียดตรง บ่ากว้างเอวสอบ ชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วขณะก้าวเดิน ท่าทางเดินเหินของเขาสง่างามสูงศักดิ์เป็นธรรมชาติ
ทว่าเขาไม่มีความคิดจะรั้งฝีเท้าเพื่อรอหลินชิงเวย หลินชิงเวยเองไม่ได้ฝืนเร่งฝีเท้าของตนเพื่อให้ก้าวทันเขาเช่นกัน นางเดินเนิบๆ ไม่รีบร้อน เซียวเยี่ยนกลับมิได้ทิ้งระยะห่างจากนางมากนัก ดูเหมือนจงใจที่จะผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง
มาถึงท้องพระคลัง นางกำนัลเป