หากที่เป็นคนไร้ยางอายคนนั้น เป็นถึงเซ่อเจิ้งอ๋อง ไม่ต้องพูดว่าอยู่ร่วมกับสตรีคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นคนในครอบครัวในสถานที่รโหฐาน ซ้ำยังคลุกคลีกับนางสนมที่ถูกฮ่องเต้ทอดทิ้ง ต่อให้อยู่ในห้องตรวจของหมอหลวงแล้วจะแตกต่างอันใดกับชายโสดหญิงม่าย?”
หลินชิงเวยรู้สึกว่านานมากแล้วที่นางไม่ได้โมโหถึงเพียงนี้ นางโมโหเสียจนอกแทบจะระเบิด นางจึงกล่าวอย่างแข็งกร้าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดท่านยังต้องเสแสร้งแกล้งทำอีก อย่างไรก็หาเรื่องเสียจนร้อนรุ่มไปทั้งตัวแล้ว”
“เปิ่นหวางบอกแล้วว่า เวลานี้หมอหลวงมีงานล้นมือ”
หลินชิงเวยโมโหจนต้องกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ท่านอ๋องพูดจามามากมายทั้งหมดนี้ พูดให้กระจ่างแล้วที่จริงก็คือใส่ใจข้ากระมัง ข้ายังไม่อยากจะเชื่อจริงๆ หมอหลวงทั้งหมดไม่มีแม้สักคนที่ว่างเลยหรือ เพียงแต่ให้คนอื่นมาไม่วางใจเท่าท่านอ๋องลงมือด้วยตนเอง ท่านใส่ใจข้าก็บอกมาตรงๆ ก็พอ ไฉนต้องปิดบัง อ้ำๆ อึ้งๆ เช่นนี้…ชิ…คนชั่วช้า ท่านเบามือหน่อยได้หรือไม่!”
เซียวเยี่ยนเลิกคิ้ว เขาเจตนาออกแรงกดลงบนบาดแผลของหลินชิงเวย หลินชิงเวยจึงสงบลงมาได้บ้าง
อย่างไรนางก็เคลื่อนไหวไม่ได้ ถือเสียว่าฉีดยาชาก็แล้วกัน ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่เกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเซียวเยี่ยนใส่ยาแล้วเสร็จ ปลายนิ้วนั้นหยิบเสื้อผ้าของหลินชิงเวยขึ้นมาเบาๆ คลุมแผ่นหลังของนาง “เรียบร้อยแล้ว” จากนั้นปลายนิ้วของเขาจึงแตะลงบนแผ่นหลังของนาง เพื่อคลายจ