้ดั่งใจก่อนหน้านี้ราวกับพลันหายไปสิ้น เวลานี้เขาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด จึงเลิกคิ้วและกล่าวว่า “มิใช่เดินไม่ไหวหรือไร เปิ่นหวางหิ้วเจ้าเดินไปได้”
“ผู้ใดต้องการให้ท่านหิ้วแล้วเดินไปเล่า” หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นถลึงตาใส่เขา ดวงตาทั้งโตและวิบวับไปด้วยประกายน้ำ ทั้งดำขลับและสว่างไสว
ทว่าเซียวเยี่ยนมิได้ใส่ใจนาง เขาหิ้วปีกนางเดินออกไปจากศาลา อาการประชวรของฮ่องเต้รอไม่ได้ เขาไม่อนุญาตให้นางอิดๆ ออดๆ อยู่ที่นี่ต่อไป
ซินหรูหดคอไปมาคิดจะติดตามไป แต่จนใจที่ทันทีที่นางก้าวเดินออกจากศาลาก็ต้องเบิกตากว้าง ด้วยเห็นเซียวเยี่ยนที่จับตัวหลินชิงเวยเดินไปไกลโยชน์แล้ว นางคิดจะวิ่งตามไป ก็พบว่าท่ามกลางการต่อต้านของหลินชิงเวย เซียวเยี่ยนกลับพานางเหินขึ้นกลางอากาศ
ร่างกายของเขาเบาประดุจอินทรีย์ที่เหินขึ้นฟ้า ทำให้ผู้คนเห็นแล้วต้องตื่นตะลึง
หลินชิงเวยพบว่าร่างกายของตนกำลังเหินขึ้นสู่กลางอากาศไม่หยุด นางก้มหน้าลงไปดู ที่แท้พื้นดินข้างล่างค่อยๆ ห่างจากตนเองไปไกล ร่างของนางกำลังเหินขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่างสู่ท้องฟ้าเบื้องบน…
หากยังคงต่อต้านต่อไป เกิดตกลงไปคงต้องแย่แน่ๆ
ชั่วพริบตา เซียวเยี่ยนพานางเหินขึ้นสูงกว่าต้นไม้ ปลายเท้าของเขาแตะบนกิ่งไม้เพียงเบาๆ ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำอย่างไรอย่างนั้น ทว่ากลับเหินกายออกไปได้ไกลยิ่งยวด วังหลวงทั้งหมด กำแพงวังสีแดงเป็นแนวยาว กระเบื้องกระจกท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องมานั้น