ิ่นซู่เหยียดยิ้มหยิ่งผยองลำพองใจ เพียงได้ยินนางเอื้อนเอ่ยหลินเมิ้งหยาก็รู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน
ทว่าสายตาของนางกลับมิได้มองทางวิญญาญที่ทำงานรับใช้เสือผู้นี้
แต่กลับจับจ้องป๋ายจื่อที่อยู่ตรงหน้านิ่ง
ฝ่ามือกำเข้าหากัน
นางกลับตำหนักไปเพียงไม่นาน แต่คนเหล่านี้กลับทรมานป๋ายจื่ออย่างแสนสาหัส
ใบหน้าเรียวเล็กน่ารักงดงามดั่งหยกบวมแดง
ใบหน้าข้างแก้มเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดจนหลินเมิ้งหยารู้สึกทรมาน
นางรู้ดี การจะมีสภาพเช่นนี้ได้ แสดงว่าจะต้องถูกไม้ตีอย่างแน่นอน
แม้ใบหน้าจะไม่ถูกทำลาย แต่เกรงว่าฟันของนางคงจะโยกเยกไปตลอดชีวิต
ป๋ายจื่อไม่มีงานอดิเรกอื่นนอกจากการกิน หากฟันของนางหลุดหมด เช่นนั้นจะทำอย่างไร?
แม้นางจะเสียใจมากขนาดไหน แต่เพื่อแผนการต่อไป นางจึงต้องอดทน
คนเหล่านี้ติดหนี้แค้นจากนาง เช่นนั้นนางควรจะให้พวกเขาชดใช้เช่นไร?
เหตุเพราะใบหน้าของป๋ายจื่อกำลังบวมเป่ง ดังนั้นนางจึงมิอาจพูดสิ่งใดได้
คนบริเวณรอบๆ เพียงแค่มาดูเรื่องสนุกๆ แต่เพียงเท่านั้น ไม่มีใครคนไหนเสนอตัวเข้ามาพาตัวนางไปรักษา
หัวใจคนเรายากแท้หยั่งถึง
สะกดกลั้นความโกรธเกรี้ยวในหัวใจ หลินเมิ้งหยาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะหันไปมองหน้าจิ่นซู่ทั้งที่สีหน้ายังคงเหมือนเดิม
“ตอนแรกข้าก็คิดว่าเหนียงเหนียงมีวิธีการเช่นไร แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะใช้วิธีการตีคนเช่นนี้ ดูเหมือนข้าจะคิดมากจนเกินไป ดูเหมือนจะไม่มีคำพูดไหนเชื่อถือได้เลย”
ทุกคนเงียบลง