ล่งประกาย
ราวกับว่าได้รับความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
“เจ้าเองก็คิดเช่นนั้นใช่หรือไม่?”
เหตุเพราะความกระวนกระวาย หลงเทียนอวี้จึงยื่นมือเข้าไปกุมมือของหลินเมิ้งหยาไว้ก่อนจะรีบเอ่ยทันควัน
สบตาเขา หลินเมิ้งหยาคิดอยากบอกความจริง แต่ทำได้เพียงพยักหน้า
นางจะทำลายความหวังของเขาด้วยน้ำมือของตนเองได้อย่างไร?
“จะต้องเป็นเช่นนั้นแน่เพคะ พระสนมเต๋อเฟยถูกปรักปรำ คนที่วางยาจะต้องเป็นคนอื่นอย่างแน่นอน”
ราวกับคนจมน้ำที่กำลังไขว่คว้าขอนไม้เพื่อเอาชีวิตรอด
ร่องรอยแห่งความหวังปรากฏขึ้นในดวงตาของหลงเทียนอวี้
ทว่าเบื้องหลังของความหวังคือความขมขื่น
อันที่จริงเขารู้ทุกอย่างเพียงแค่ไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น
จู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็รู้สึกว่าหลงเทียนอวี้น่าสงสารจับใจ
ทว่าในหมู่เชื้อพระวงศ์ล้วนมีสิ่งเลวทรามมากมายปกปิดไว้
พี่เยว่ถิงต้องตายอย่างทรมานเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
มือของหลินเมิ้งหยากุมมือของหลงเทียนอวี้ สุดท้ายนางเลือกที่จะเปิดเผยความจริงอันแสนขมขื่น
“ท่านอาจารย์บอกว่ามีเพียงคนในวังเท่านั้นที่จะมีพิษชนิดนี้ หากพระองค์ต้องการสืบหาคนผิด เช่นนั้นเริ่มจากคนในวังเถิดเพคะ”
สุ้มเสียงแผ่วเบาทว่ากลับเป็นดั่งใบมีดที่กรีดลึกในหัวใจของหลงเทียนอวี้
ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่เคยเปล่งประกายเมื่อครู่พลันหม่นแสงลง
“ใช่แล้ว คนในวัง…คนในวัง…คนในวังเท่านั้นที่จะมี”
หลงเทียนอวี้ลุกขึ้นราวกับคนไร้วิญญาณ แล้วหมุน