?”
อยู่ๆ น้ำเสียงเผยให้เห็นร่องรอยของความขุ่นเคือง
ขณะที่พูด ขาขยับเข้าใกล้เตียงของหลินเมิ้งหยา
ทั้งสองอยู่ในมุมที่ไม่มีทางให้หลบหลีก
“ท่านอ๋องต้องการเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?”
หลินเมิ้งหยายกแขนทั้งสองขึ้นกอดอก พลางจ้องมองร่างกำยำตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“ถ้าใช่แล้วอย่างไร? ถ้าไม่ใช่แล้วอย่างไร?”
วันนี้หลงเทียนอวี้หาใช่ท่านอ๋องผู้เย็นชา ราวกับว่าเหล้าขวดนั้นดึงเอาสัญชาตญาณของเขาออกมา
“หากว่าใช่ เช่นนั้นท่านก็ขึ้นมานอนด้วยกันเถิดเพคะ”
สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็ยอมโอนอ่อนแล้ว!
“เจ้า…ไม่โกรธหรือ?”
หลงเทียนอวี้ลองเอ่ยถาม ต่อให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อหรอกว่าหลินเมิ้งหยาจะพูดว่าได้
“โกรธแล้วมีประโยชน์อันใด ท่านเป็นองค์ชาย ท่านว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน”
ประโยคนี้เสมือนไม่แยแสต่อสิ่งใด หลงเทียนอวี้จะนอนก็ได้ ไม่นอนก็แล้วแต่
แหวกผ้าม่านบังตาออก ภายในคือหลินเมิ้งหยาที่สวมใส่ชุดขาวและกำลังหลับตาอยู่
แม้จะนอนนิ่ง แต่ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าหลินเมิ้งหยาในเวลานี้กำลังโกรธเกรี้ยว
“ข้าดื่มเหล้ามา”
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เสียงแผ่วเบาของหลงเทียนอวี้พลันดังขึ้น
หลินเมิ้งหยารู้สึกได้ว่าเขานั่งลงข้างกายตนเอง ทว่านางไม่ยอมเปิดตาหรือส่งเสียงตอบโต้
“หงอวี้คนนั้นคือสตรีที่ฮ่องเต้หมิงพระราชทานให้”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลงเทียนอวี้จึงเป็นฝ่ายอธิบายกับหลินเมิ้งหยา
บางทีอาจเพราะเป็นกฎระเบียบ หากท่านอ๋