น้าอย่างสงบเสงี่ยม
ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงของพลังยุทธ์และสถานะ ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะเป็นคนซื่อตรง ถามคำตอบคำ ไม่พูดมาก ไม่หาเรื่องเด็ดขาด
หลินจวิ้นจวิ้นถอนหายใจ จู่ๆ พลังปราณก็กระเพื่อมในศาลากระเรียนขาว จากนั้นทัศนียภาพรอบตัวก็เริ่มเลือนราง
เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายของอันหลิน หลินจวิ้นจวิ้นยิ้มบางๆ อธิบายว่า “นี่เป็นค่ายกลซ่อนเร้นตัดขาดจากโลกภายนอก ข้าเชิญเจ้ามาที่นี่ เพราะอยากให้เจ้ามาชื่นชมภาพวาดของข้าหน่อย…”
มุมปากของอันหลินกระตุก “ข้าเรียนมาน้อย ท่านอย่าหลอกข้าเลย ชื่นชมภาพวาด…ต้องใช้ค่ายกลซ่อนเร้นด้วยหรือ ชมภาพอนาจารหรือ”
“หึๆ…” ใบหน้าของหลินจวิ้นจวิ้นขึงขังขึ้นมา นัยน์ตาเป็นประกาย
อันหลินรู้ตัวว่าพลั้งปากอีกแล้ว จึงรีบปิดปากอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามาดูนี่สิ ภาพนี้ของข้าเป็นอย่างไร” โชคดีที่หลินจวิ้นจวิ้นฝึกสมาธิมาดี เพียงครู่เดียวก็สงบจิตสงบใจ เอ่ยถามพลางชี้ภาพวาดตรงหน้า
อันหลินได้ฟังดังนั้นก็เดินเข้าไป จ้องมองภาพวาด
นางวาดรูปของดวงไฟ มันสมจริงปานมีชีวิต เปลวไฟเคลื่อนไหวราวกับจะทะลุกระดาษออกมา
“โอ้โห ภาพนี้พึงมีแต่ในสวรรค์ สุดยอด สุดยอด!” อันหลินเอ่ยปากชมทันที
การชื่นชมภาพนั้นเขาไม่เข้าใจ ทำได้เพียงชมให้ดีๆ สักหน่อยก็พอแล้ว เรื่องนี้ง่ายเลย
“สหายอันหลินชมเกินไปแล้ว” ใบหน้าของหลินจวิ้นจวิ้นฉายรอยยิ้มมีเลศนัย “แต่ว่านะ ทักษะการวาดของข้าก็แค่บรรลุระดับภาพวาดเป็นจริงก็เท่านั้น ขอให้ส