้อย นี่คือเหตุผลที่ไฉนเจ้ามิใช่อัจฉริยะ” กล่าวจบก็หันกลับไปอีกทาง เมินเฉยต่ออาเหวินอย่างสิ้นเชิง หัวร่อพลางร้องบอกผู้คนของวัดเสวียนคงอย่างโอหังลำพอง “มนุษย์เอ๋ย จงตัวสั่นสะท้านเสียเถอะ!”
“หุบปากเสียที!” อาเหวินเส้นเอ็นบนหน้าผากเต้นตุบ ๆ สีหน้ายิ่งดุร้ายเหี้ยมเกรียมปานจะกินเลือดกินเนื้อ
สองคู่อริแม้โต้เถียงกันไม่ขาดปาก แต่ท่าร่างของพวกมันล้วนแล้วแต่รวดเร็วสุดเปรียบปาน
อสูรผมส้มทั่วร่างแผ่ซ่านเปลวไฟสีขาวนวลออกมาชั้นหนึ่ง เปลวไฟนั้นสีจางยิ่งจนแทบจะโปร่งใส สีหน้าท่าทีของมันดูเกินจริง ส่งเสียงตวาดไม่ขาดหู สองแขนแผ่กว้าง ริมฝีปากบ่นพึมพำอยู่ตลอดเวลา
รอบกายอาเหวินปรากฎชั้นเปลวไฟสีดำสนิทราวกับน้าหมึกชั้นหนึ่งสะบัดพลิ้วด้วยจังหวะจะโคนพิเศษเฉพาะตัวชนิดหนึ่ง ชั้นเปลวไฟดำทมิฬนี้ทั้งหนาหนักและลึกล้ายิ่งกว่าเจตจำนงฆ่าฟันที่มันเคยมีก่อนหน้านี้มากทว่ากลับปราศจากพลังสภาวะอันใด ราวกับว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด
“กระบวนท่าอัจฉริยะของอัจฉริยะ กระสุนเพลิงเลือดเนื้อไร้เทียมทาน!” อสูรผมส้มใช้ร่างของตนต่างกระสุนปืนใหญ่ เปลวไฟสีขาวหมุนเป็นเกลียว ร่าวสาดพุ่งไปข้างหน้าด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ เปลวไฟสีขาวลากหางยาวเหยียดอยู่เบื้องหลังดุจดาวหางอันโชติช่วง พุ่งลิ่วเข้าหากระบวนทัพของศัตรูอย่างหักโหม!
“ฆ่า!” อาเหวินพลันตวาดก้อง หอกยาวในมือสะบัดแทงอย่างเกรี้ยวกราด! กระบวนท่าของมันลื่นไหลหมดจด เต็มไปด