อกล่าวต่อด้วยน้าเสียงสนิทสนม “พี่ชาย อาณาจักรลับแมกไม้ขจีคือสิ่งใด? ท่านคุ้นเคยกับที่นี่หรือไม่?”
“ข้าย่อมต้องคุ้นเคยแน่นอน” ฝ่ายตรงข้ามตอบอย่างเฉื่อยชา“อาณาจักรลับแมกไม้ขจีก็คืออาณาจักรลับแมกไม้ขจี เป็นสถานที่ที่ข้าเฝ้าพิทักษ์รักษา”
“ที่แท้ที่นี่เป็นดินแดนของท่านพี่!” จั่วม่อตาเป็นประกาย รีบยกยอปอปั้นเป็นการใหญ่ “ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่ใหญ่สง่าผ่าเผยถึงเพียงนี้ ดูจากท่วงท่าสภาวะ มองปราดเดียวก็ทราบว่าท่านไม่ใช่บุคคลสามัญ! ทุกวันนี้คนที่มีดินแดนของตัวเองล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่! พี่ใหญ่ ท่านช่างเข้มแข็งนัก!ในเมื่อที่นี่เป็นดินแดนของพี่ใหญ่ เช่นนั้นพี่ใหญ่ท่านต้องดูแลน้องเล็กผู้นี้ด้วย!”
ไม่ทราบเป็นเพราะผู้อื่นวิงเวียนกับถ้อยคำของจั่วม่อหรือไม่ หรือเป็นเพราะยังไม่กระจ่างกับคำถามที่ว่า ‘ข้าคือใคร’ กระมัง แต่ยามเผชิญกับวาจาประจบประแจงของจั่วม่อ มันถึงกับงงงันวูบ จากนั้นถามอย่างโง่งมว่า “ดูแลอันใด?”
“นั่นก็คือหากมีสุรา พวกเราก็ร่าดื่มร่วมกัน หากมีอาหารเลิศรส เราก็รับประทานด้วยกัน” จั่วม่อยกตัวอย่างด้วยใบหน้าหนาเท่ากำแพงเมืองแต่นี่มิใช่ว่ามันกล่าวเหลวไหลเปะปะ เพียงรู้สึกว่าผู้อื่นไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อมัน และอาจเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายก็สูญเสียความทรงจำเช่นเดียวกัน ทำให้จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมอย่างประหลาด
ความรู้สึกเช่นนี้สำหรับจั่วม่อแล้ว นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เงาร่างนั้นทำเสียงรับคำค