ล้ายเข้าใจ แต่แท้ที่จริงกลับไม่เข้าใจ ร่างอันรางเลือนเริ่มกลายเป็นแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จั่วม่อในที่สุดค่อยได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของอีกฝ่าย
เห็นเรือนผมสีเขียวสดดกหนาเต็มศีรษะ ยาวสยายเคลียไหล่ ใบหน้าหล่อเหลาทว่าซูบเรียวอยู่บ้าง เส้นสายใบหน้าประณีตราวสลักขึ้นจากคมมีด ดวงตาดำขลับสุกใสลึกล้าราวกับม่านรัตติกาล จับจ้องมองดูจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ อาภรณ์ที่สวมใส่ถักทอจากเถาวัลย์สีเขียวเข้มมากมายนับไม่ถ้วน ใบไม้เล็ก ๆ เรียงตัวเป็นช่อชั้น กลายเป็นชุดเกราะใบไม้อันวิจิตรงดงาม
“สมกับเป็นพี่ใหญ่! หล่อเหลาเสียจนบรรดาสตรีอยากจะใช้ค่ายกลลวงตาด้วยทีเดียว!” จั่วม่อร้องอุทานแฝงแววประจบประแจงอีกรอบ วาจาพอกล่าวออกมาอดรู้สึกท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ คนรอบกายมันคล้ายจะรูปงามเหนือธรรมดากันทั้งนั้น ในฐานะลูกพี่ใหญ่ นี่เป็นความกดดันถึงเพียงไหน!
ไม่น่าแปลกใจเลย เป็นเวลานานมากแล้ว ที่มันไม่ได้ประสบพบเจอเหล่าโฉมสะคราญในค่ายกลลวงตาซึ่งบันดาลให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่าและเลือดลมสูบฉีด คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เอง… …
“สตรี? ใช้ค่ายกลลวงตา?” อีกฝ่ายทำสีหน้าสับสนงุนงง สิ่งที่จั่วม่อกล่าวออกมา เห็นได้ชัดว่ามันไม่ค่อยเข้าใจนัก
จั่วม่อไม่คิดอธิบาย มันกวาดตามองรอบข้างพลางถามอย่างกระหายใคร่รู้ “พี่ใหญ่ ข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
“ที่นี่คืออาณาจักรลับแมกไม้ขจีแห่งวิหารเทพสุริยัน เจ้าใช่มาที่นี่เพื่อสำรวจวิหารเทพสุริยันหรือไม่?”
อ