ีกฝ่ายเปลี่ยนทีท่าทื่อด้านเหมือนท่อนไม้ไปในทันที ดวงตาคมกริบดุจคมมีด ประหนึ่งว่ามองทะลุเข้าไปในหัวใจของจั่วม่อก็มิปาน
จั่วม่อสั่นศีรษะ ความทรงจำไหลคืนมาราวกับสายน้าโถมทะลัก พลันจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ครบถ้วน
“ท่านบอกว่าที่นี่คือวิหารเทพสุริยันเช่นนั้นหรือ?” จั่วม่อกล่าวอย่างสับสนงงงวย “ข้ากำลังพยายามเรียนรู้พลังเทพด้วยการสัมผัสผนังหินอยู่ชัด ๆ หรือว่าข้าบรรลุพลังเทพแล้ว?”
“บรรลุพลังเทพ?” บุรุษผมเขียวขมวดคิ้ว “พลังเทพมีมาแต่กำเนิดเจ้าไฉนต้องพยายามเรียนรู้พลังเทพ?”
“พลังเทพมีมาแต่กำเนิด?” จั่วม่อสั่นศีรษะระรัวดุจกลองป๋องแป๋ง“ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีใครเกิดมาพร้อมกับพลังเทพมาก่อน อ้อ อาจเป็นเพราะความแตกต่างของยอดยุทธ์โบราณกับผู้บำเพ็ญในสมัยนี้กระมังพลังเทพหายสาบสูญไปนานปีแล้ว ยุคสมัยนี้เราฝึกปรือพลังปราณ พลังจิตสำนึกและสังขารปิศาจแทน”
“พลังเทพหายสาบสูญไป?” บุรุษผมเขียวตะลึงลาน
“ตั้งหลายหมื่นปี ไม่หายสาบสูญก็แปลกไปแล้ว!” จั่วม่องึมงำ
กล่าวตามความสัตย์ มันไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งของโบราณ ไม่ต้องเอ่ยถึงพลังเก่าแก่อย่างเช่นแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น กระทั่งศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยซึ่งเป็นวัตถุโบราณแค่ไม่กี่พันปีที่ผ่านมา ยังทรมาทรกรรมมันจนแทบคิดใคร่ตายมาแล้ว
“หลายหมื่นปี… … ที่แท้… …ผ่านไปหลายหมื่นปีแล้ว… …” บุรุษผมเขียวรำพึงกับตัวเอง สีหน้าเลื่อนลอย
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” จั่วม่อถา