วามเศร้าแต่เคร่งขรึม โดยรวมแล้วบรรยากาศเหมือนนายพลที่มาขอท้าสู้
“รุ่นพี่แจยอง”
ชูซังอูเคยเรียกเขาแบบนั้นหรือเปล่านะ แจยองนึกสงสัย วันนี้หัวสมองของเขาแล่นช้ากว่าทุกวัน
“บอกไปว่าไม่ว่างแล้ววางสายเลยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
คำพูดนั้นเหมือนมีแรงผลักดันให้เขาต้องตอบว่า ‘ครับ! รับทราบครับ!’ แจยองรู้สึกกดดันจนต้องบอกปลายสายว่าเดี๋ยวโทรกลับแล้วกดวางสาย เขาเดาไม่ออกเลยสักนิดว่าชูซังอูจะพูดเรื่องอะไรกันแน่ จะมาเรียกค่าทำขวัญที่ถูกทำร้ายจิตใจหรือเปล่านะ เหมือนจะเป็นไปได้
“ทำไม”
“ผมลงมาเพราะมีเรื่องจะคุยกับพี่[1]ครับ”
“…อะไรนะ?”
ชั่วขณะนั้นแจยองคิดว่าตัวเองหูฝาด
‘ผมมีแต่พี่สาวครับ’
‘ครอบครัวผมไม่มีอันธพาลครับ’
‘เลิกเพิ่มสมาชิกครอบครัวของคนอื่นสักทีเถอะครับ’
คำพูดที่ซังอูเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ผ่านเข้ามาในหัว
“มาทำเกมด้วยกันเถอะครับ ผมต้องการดีไซเนอร์ที่มีฝีมือ”
อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ ทำเหมือนพูดแบบนั้นแล้วแจยองจะม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดว่า ‘เอาสิ เยี่ยมเลย! มารวมพลังมุ่งไปข้างหน้ากันเถอะ!’ อย่างนั้นแหละ แววตาของคู่นั้นดูเหมือนไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าจะถูกปฏิเสธ เห็นดังนั้นแจยองก็ยิ่งพูดไม่ออก ชูซังอูดูเหมือน