้อยปีล้วนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ มิเคยเปลี่ยนแปร ดูเหมือนพวกมันจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของใต้หล้าได้ดีกว่ามนุษย์เราเสียอีก” ซ่งโหยวพยักหน้า “นี่มิใช่ลางดีจริงๆ”
“เป็นเช่นนั้นจริงด้วย…”
เหวินผิงจื่อเองก็คงคาดเดาไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้รับการยืนยันจากซ่งโหยว ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง พลางพึมพำกับตนเอง “แต่ยามนี้…คือยุคที่รุ่งเรืองที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนมิใช่หรือ…”
“นั่นน่ะสิ”
“ยามนี้ วิญญาณพยาบาทเริ่มมากขึ้น หากกลียุคมาถึงจริง ศพเกลื่อนกลาดเต็มพสุธา มิใช่ว่าจะมีภูตผีอยู่ทุกหย่อมหญ้าหรอกหรือ” เหวินผิงจื่อเอ่ยด้วยความห่วงใย
“อีกไม่กี่วันข้าก็จะออกเดินทางจากหยางตู เพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซ่งโหยวมีสีหน้าเรียบเฉย เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “ทว่าก่อนหน้านั้น หากมีปีศาจอาละวาดหรือผีร้ายทำร้ายคน คงต้องรบกวนผู้บำเพ็ญเพียรเช่นท่านและสหายบำเพ็ญท่านอื่นๆ ให้ตรากตรำลำบาก ช่วยกันค้ำจุนบ้านเมืองและกวาดล้างสิ่งอัปมงคล”
“นั่นเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว!”
“การให้ปลา สู้สอนวิธีตกปลาไม่ได้ สหายบำเพ็ญมีความสามารถสูง ทว่าการตรากตรำเดินทางไปทั่วเช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย วิชาอัญเชิญเทพเจ้านั้นเรียนรู้ได้มิยาก หากท่านสามารถถ่ายทอดสืบต่อไปให้กว้างขวางได้ ย่อมเป็นการดียิ่ง”
“หากกลียุคมาถึงจริง ผู้น้อยมีหรือจะตระหนี่วิชาไว้เพียงผู้เดียว”
“จริยวัตรของท่าน ข้านับถือนัก!”
“ท่านซ่งมีอิทธิฤท