นมาปรากฏตัวต่อหน้าข้า หรือข้าเดินสวนกับเขา ข้าย่อมมองออกทันที ทว่าเขาซ่อนตัวดีเกินไป หยางโจวกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ยากจะตามตัวจริงๆ” ซ่งโหยวส่ายหน้ากล่าวความจริงออกไป “หากไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ก็คงได้แต่รอคอยฤกษ์ฟ้า”
“ฤกษ์ฟ้า?”
“ยามถึงวสันตวิษุวัต ฟ้าดินหยินหยางจะสอดประสานสมดุล กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน หากเทพจี๋เล่อผู้นั้นไม่ได้บำเพ็ญทั้งสายหยินและหยางควบคู่กันไปเหมือนแม่นางสามสี เขาย่อมต้องเผยร่องรอยออกมา และเมื่อถึงวันชิงหมิง ยามที่อากาศบริสุทธิ์ทัศนียภาพแจ่มชัด สรรพสิ่งจะปรากฏชัดแจ้ง หากมีพิรุณพรำสักคราจะยิ่งดีนัก ต่อให้แปลงกายได้แนบเนียนเพียงใด ก็ไม่อาจตบตาข้าได้”
“วสันตวิษุวัต…ชิงหมิง…”
ท่ามกลางความร้อนรนนั้น เหวินผิงจื่อถึงกับต้องวางชามน้ำแกงปลาอันมีรสชาติชวนหวนคะนึงลงชั่วคราว มือขวาถือช้อน มือซ้ายยกขึ้นดีดนิ้วคำนวณ
“ยามนี้เป็นเดือนสิบสอง ปลายเหมันต์ กว่าจะถึงช่วงกลางวสันตฤดูยังต้องรออีกสองเดือนกว่า หากจะรอถึงชิงหมิงก็ต้องเกือบหนึ่งฤดูกาลทีเดียว” เหวินผิงจื่อขมวดคิ้ว ความคิดในสมองหมุนเวียนวนไปอย่างรวดเร็ว
ย่อมต้องร้อนใจเป็นธรรมดา
นับแต่เทพจี๋เล่อถูกทางการถอดถอนและตราหน้าว่าเป็นเทพอธรรม พร้อมสั่งห้ามไม่ให้ราษฎรในหยางตูสักการะ เขาก็สูญเสียแหล่งกอบโกยแรงศรัทธาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไป เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเสื่อมสลายหายไป เขาจึงจำต้องก้าวเข้าสู่วิถีทางที่เทพชั่วร้ายทั่ว