ไปมักใช้กัน นั่นคือการใช้อิทธิฤทธิ์ข่มขู่ให้คนศรัทธา ขูดรีดให้คนมาจุดธูปบูชา พร้อมกับแสดงปาฏิหาริย์ล่อลวงผู้ที่มีจิตโลภ ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งกำเริบเสิบสานในหยางตู สร้างความลำบากแก่ราษฎรหนักขึ้นทุกที
ผู้คนต่างเกรงกลัวเขา เพราะรู้ซึ้งว่าเขาเก่งกาจจริง หากศรัทธาจะได้ลาภ หากไม่ศรัทธาจะเสียทรัพย์ จึงได้ยอมเสี่ยงฝ่าฝืนคำสั่งทางการ ทั้งที่รู้ว่าเป็นเทพอธรรมแต่ก็ยังกราบไหว้บูชา
ชาวหยางตูทุกข์ทนมานานนักแล้ว
อีกทั้งตัวเขาเองควรจะมาถึงหยางตูเพื่อปราบเทพมารผู้นี้ตั้งแต่ปีครึ่งก่อน แต่เพราะธุระประปรายที่ฉุดรั้งเขาไว้ครึ่งปี ทำให้แม้เขาจะแค่มาสาย แต่กลับเปิดโอกาสให้เทพอธรรมได้เตรียมตัวจนอิทธิฤทธิ์รุดหน้า บัดนี้เขามาอยู่ที่หยางตูได้ครบปีแล้วก็ยังไร้หนทางจัดการ ในสายตาของเหวินผิงจื่อนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของตนไม่อาจปฏิเสธได้เลย
และหากยืดเวลาออกไปอีก เกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“สหายบำเพ็ญกล่าวว่า หากเทพจี๋เล่อมาอยู่ต่อหน้า หรือท่านเดินผ่านเขา ท่านจะระบุตัวเขาได้ใช่หรือไม่” เหวินผิงจื่อเอ่ยขึ้นในทันใด
“ท่านคิดแผนได้แล้วหรือ”
“พอจะมีวิธีอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่”
“ลองว่ามาเถิด”
“เทพจี๋เล่อผู้นั้นมีนิสัยระแวดระวัง ขี้ระแวงยิ่งนัก แม้อยู่ในหยางตูมานานจนซึมซับเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ไปได้บ้าง แต่ก็ยังสลัดสันดานปีศาจไม่หลุด” เหวินผิงจื่อกล่าว “หากข้าปล่อยข่าวไปทั่วหยางตูว่าได้เชิญผู้วิเศษมาเพื่