“แทบจะเหมือนกับเหตุการณ์ในวันนี้เลยขอรับ” เยี่ยซินหรงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ครานั้นผู้น้อยยังอยู่ในหยางตู มีพละกำลังและวิทยายุทธ์แก่กล้า เลือดร้อนไม่คิดเกรงใจผู้ใด ทั้งยังไม่ได้รับคำเชิญจากเถ้าแก่เจี่ยให้ไปคุ้มกันเรือ จึงไม่เคยพบเห็นความอัศจรรย์เหนือโลกเช่นนั้น ในตอนนั้นเทพจี๋เล่อยังไม่ถูกทางราชการปลดตำแหน่ง มีผู้ศรัทธาในหยางตูมากมายเหลือเกิน ผู้น้อยดื่มสุราจนเมามาย เผลอปากพล่อยกล่าววาจาสามหาวในโรงสุรา คาดว่าคงมีผู้ศรัทธาคนใดคนหนึ่งได้ยินเข้าแล้วนำไปบอกองค์เทพ จึงต้องประสบพบเจอความอัปยศ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ทรัพย์สินในบ้านที่มีไม่มากนักก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง”
จากประโยคที่ว่า ‘คาดว่าคงมีผู้ศรัทธาคนใดคนหนึ่งได้ยินเข้าแล้วนำไปบอกองค์เทพ’ ก็พอจะบ่งบอกได้ว่านับแต่ที่เขาออกไปร่อนเร่ในทะเลกว้าง ประสบการณ์ของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นเหนือชาวเมืองไปไกลโขแล้ว
อย่างน้อยเขาก็รู้ว่า หากตนเองพูดจาส่งเดชในโรงสุรา ย่อมเป็นการยากหากเทพเซียนจะได้ยินด้วยตนเอง
“วันนั้นไม่เหมือนกับวันนี้ ตอนนั้นผู้น้อยยังเลือดร้อน ยืนด่าทออยู่หน้าบ้านไม่ยอมให้ใครเก็บเงิน คนอื่นเห็นผู้น้อยแล้วต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเก็บจริงๆ ทว่าเงินทองเหล่านั้นที่ตกลงบนพื้นแล้วกลับลอยขึ้นมาเอง ซ้ำยังลอยไปไกลยิ่งกว่าเดิม ผู้น้อยยื่นมือไปตะครุบไว้ ทว่ากลับไขว่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า” เยี่ยซินหรงถอนใจยาว “ท่านแม่ของผู้น้อยร่างกายไม่แข็งแร