พอนานวันเข้า เรื่องราวจากดินแดนโพ้นทะเลจึงแพร่งพรายออกไป”
“ข้าเพิ่งมาถึงหยางตูได้ไม่กี่วัน ก็พอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” ซ่งโหยวยกยิ้ม
“ผู้น้อยเพียงหวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนคุณชาย”
“ท่านพูดต่อเถิด”
“เมื่อสองเดือนก่อน มีนักพรตผู้หนึ่งสืบเสาะจนพบจวนเก่าของผู้น้อย เขามาหาผู้น้อยเพื่อถามไถ่เรื่องราวจากดินแดนโพ้นทะเล” เยี่ยซินหรงขมวดคิ้วพลางเล่า “ผู้น้อยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพียงแต่ฟังน้ำเสียงและดูท่าทางของนักพรตชราผู้นั้น ดูเหมือนเขาจะรู้จักคุณชาย เขารู้ว่านักพรตบนเรือคนนั้นคือท่าน และรู้ว่าท่านจะต้องมาที่หยางตูแน่ จึงมาสืบข่าวเรื่องท่านจากผู้น้อย”
“อ้อ สืบข่าวเรื่องของข้าหรือ”
“ขอรับ…” เยี่ยซินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “ดูเหมือนนักพรตชราท่านนั้นก็มีความคิดอยากจะกำจัดเทพนอกรีตผู้นี้อยู่เช่นกัน”
“เขามีนามว่าอะไร”
“ดูเหมือนจะชื่อ…เหวินอะไรสักอย่างนี่แลขอรับ” เยี่ยซินหรงเกาศีรษะ “ผู้น้อยเป็นทายาทยักษา แม้มิได้โง่เขลาเท่าท่านปู่ ทว่าความจำกลับย่ำแย่นัก”
“เหวินผิงจื่อใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ! คุณชายรู้จักเขาหรือ”
“ไม่รู้จักหรอก”
“เช่นนั้นคุณชายก็คงมีหูทิพย์ตาทิพย์จริงๆ กระมัง!”
“ท่านเหวินผิงจื่อบอกว่าตนเองบำเพ็ญตบะอยู่ที่อารามเทียนซิงนอกเมือง หากผู้น้อยมีธุระอันใดก็ให้ไปหาที่นั่น หรือหากยามอัสดงเห็นนกบินผ่านมา ก็ให้ใช้คาถาเรียกมันลงมา แล้วฝากข้อความกับมันมาว่าเยี่ยซินหรงต้องการพบเหวินผิงจื