่อ เขาก็จะรับรู้ได้ทันที” เยี่ยซินหรงเอ่ยด้วยท่าทีเก้อเขิน “ทว่าครานั้นผู้น้อยกลับไม่ได้ใส่ใจนัก”
“อารามเทียนซิง…ข้าจำไว้แล้ว”
“คุณชายอยากพบเขาหรือ” เยี่ยซินหรงถาม “เช่นนั้นให้ผู้น้อยไปสืบข่าวให้ท่านเองเถิด!”
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้นหรอก จะลำบากท่านเกินไป”
“ลำบากอันใดกันขอรับ อีกตั้งหลายวันกว่าจะต้องกลับไปที่ชายฝั่ง ช่วงนี้ผู้น้อยกำลังว่างอยู่พอดี คุณชายโปรดอย่าได้เกรงใจ” เยี่ยซินหรงเอ่ยจบก็ยิงคำถามต่อทันที “ไม่ทราบว่าคุณชายพักอยู่ทิศใด ถนนตรอดชกซอยหนใด ที่โรงจอดรถม้านามว่าอะไร แล้วจะไปจากนครหยางตูเมื่อใดหรือขอรับ”
“อย่างน้อยคงต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนปีหน้า”
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเชียวหรือ”
“ข้าอยากพักผ่อนสักระยะ”
“เช่นนั้นหลังจากนี้คุณชายจะไปพำนักที่ใดเล่า หรือจะเช่าบ้านสักหลัง”
ครืด…
เยี่ยซินหรงเบิกตาโพลง เขายืดตัวตรงแล้วผลักม้านั่งออก ก่อนจะก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม การกระทำอันแสนเอิกเกริกนี้พลอยดึงดูดสายตาผู้คนในโรงน้ำชาให้หันมามองเป็นสายตาเดียว
“บรรพบุรุษของผู้น้อยเคยครอบตำแหน่งสูงส่ง แม้จวนแม่ทัพจะไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ทว่ายังทิ้งเรือนขนาดพอเหมาะไว้หลังหนึ่ง เดิมทีปล่อยร้างไร้ผู้ใดอาศัย ตัวผู้น้อยเองก็ร่อนเร่อยู่นอกเมืองเป็นแรมปี นานทีจึงจะกลับมาถางหญ้าบนหลังคาและทำความสะอาดสักครั้ง เพราะเกรงว่าหากไร้คนอยู่เรือนจะผุพัง หรือเกรงจะมีผู้ใดมาสวมรอยยึดครอง” เยี่ยซินหรงเอ่ยอย่า