งใหม่ๆ ล้วนหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“กุ้งเคล้ากลิ่นชามาแล้วขอรับ!”
ลูกจ้างยกชามแกงน้ำใสมาวางลงบนโต๊ะ
“อาหารครบแล้วขอรับ! เชิญท่านนักพรตตามสบาย!”
“ขอบใจ”
ภายในชามคือน้ำชาใสๆ มีเนื้อกุ้งสีขาวลอยอยู่รำไร ตัวกุ้งถูกแกะล้างทำความสะอาดมาอย่างดี
ข้างชามมีช้อนกระเบื้องวางเคียงมาให้หนึ่งคัน
ซ่งโหยวหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำชาขึ้นมาชิม ก่อนจะตักเนื้อกุ้งเข้าปากตามไป
รสชาติก็เหมือนกุ้งต้มน้ำชาทั่วไป ไม่ได้มีวิธีปรุงพิสดารอะไรนัก
น้ำชาในยุคนี้มีรสชาติที่หลากหลายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการต้มชาตามกรรมวิธีโบราณที่ผสมทั้งน้ำตาลและเหลือ อีกทั้งยังมีรสเปรี้ยวจากบ๊วยและรสเผ็ดร้อนจากขิงเพื่อดับคาว จานนี้จึงเป็นการเอาน้ำชาเข้มข้นนั้นมาต้มกับกุ้งโดยตรง
แยกไม่ออกว่าเป็นกุ้งน้ำจืดหรือกุ้งทะเล รสชาติไม่ได้ซึมลึกเข้าเนื้อนัก แต่เมื่อทานคู่กับน้ำชา กลับได้กลิ่นหอมของชาจางๆ เป็นรสสัมผัสที่แปลกใหม่ดี
ซ่งโหยวชิมเพียงสองคำ จากนั้นจึงค่อยๆ ตักเนื้อกุ้งทั้งหมดออกมา ใส่ลงในชามประจำตัวของเจ้าแมวบนม้านั่ง
แม่นางสามสีกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ต้องบำรุงเสียหน่อย
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ท่านนักพรต!”
ลูกจ้างยังคงยืนจ้องเขาอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาคาดหวัง
“รสชาติมีเอกลักษณ์ดี”
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้ากินอาหารต่อ
ข้าวสวยชามนี้หุงได้สุกพอดี ทั้งนุ่มลิ้นและมีกลิ่นหอมของมันนางแอ่นจางๆ
“มีอีกเรื่องที่อยากจะถามท่านสักหน่อย”
“เร