เยี่ยซินหรงเล่านั้นล้วนเป็นความจริงอันล้ำค่า มีเรื่องของโชคชะตาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน น้อยนักที่จะกล่าวถึงวีรกรรมความเก่งกล้าของตัวบุคคล จึงย่อมขาดอรรถรสความตื่นเต้นเร้าใจไปบ้าง เมื่อเทียบกันแล้ว ฉบับที่เล่าขานกันต่อมาจนลงบันทึกในหนังสือนั้น ย่อมเป็นเรื่องราวที่ผู้คนจะชอบฟังและอ่านมากกว่า
ได้เปรียบเทียบเรื่องราวกันเช่นนี้ก็นับเป็นความรื่นรมย์ประการหนึ่ง
ทว่าแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเริ่มมืดสลัวลงทุกที
รอยหมึกบนหน้ากระดาษเริ่มกลืนไปกับความมืดมิดในห้องจนมองไม่ถัด กลับกลายเป็นเสียงท้องของซ่งโหยวที่ดังขึ้นมาแทน
โครก คราก…
“โครก โครก โครก…”
เสียงแรกนั้นคือเสียงท้องร้อง
ส่วนเสียงหลังคือเสียงเลียนแบบของเจ้าแมวตัวแทบ
ซ่งโหยวหันหลังไปทางซ้ายมือ เด็กหญิงเองก็หันหน้ามาทางขวามือ ทั้งคู่จึงสบตากันพอดี
“กินข้าวเถิด”
“กินข้าวเถิด…”
เด็กหญิงหมุนกายคราหนึ่งพลันกลายเป็นกลุ่มก้อนควันดำ คืนร่างกลับเป็นแมวสามสี นางยังคงเงยหน้าจ้องเขา “ที่นี่หนูเยอะมากเลย!”
“ไปลองชิมอาหารกัน ดูเสียว่าแถวนี้มีอะไรให้กินบ้าง”
“ได้เลย…”
หนึ่งคนหนึ่งแมวผลักประตูออกไป
โรงจอดรถม้าแห่งนี้ให้บริการเพียงที่พัก ที่จอดรถม้าและที่ฝากสินค้าเท่านั้น มีหญ้าแห้งให้สำหรับม้า แต่สำหรับคนมีเพียงหมั่นโถวนึ่งกับน้ำซาวข้าว ต้องข้ามสะพานไปถึงจะเห็นว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่ง
นักพรตเดินนำหน้า เจ้าแมวเดินตามหลัง ทั้งคู่ก้าวเดินด้วยจังหวะที่