นผู้วิเศษหรือเซียนเดินดินเป็นแน่”
“เซียนหรือครับ”
“เขาจิ๋วหร่าง…เทพอันเล่อ…” ชิงหวายจื่อพึมพำกับตนเอง เขาไม่อาจระงับความอยากรู้อยากเห็นได้อีกต่อไป พลันลุกพรวดขึ้นในทันใด “ข้าต้องไปสืบข่าวดูเสียหน่อยว่าที่เขาจิ๋วหร่างเกิดเรื่องอันใดขึ้น…”
เช้าตรู่วันถัดมา ณ ท่าเรือชิงหนี่ว์
นักพรตหนุ่มสะพายย่ามเพียงใบเดียว ย่ามนั้นแบ่งเป็นสองช่อง ช่องหนึ่งมีแมวสามสีซุกตัวอยู่ คอยโผล่หัวกลมๆ ออกมาจ้องมองโลกหล้าด้วยความสนใจใคร่รู้ อีกช่องหนึ่งบรรจุเสบียงแห้ง นักพรตหนุ่มใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ยันกายพลางกวาดสายตามองไปทั่วท่าเรือและเหล่านักพนเจรที่กำลังเดินขวักไขว่
ที่นี่ช่างรุ่งเรืองและวุ่นวายยิ่งนัก สองฝั่งลำน้ำเต็มไปด้วยเรือนานาชนิดจอดเรียงราย ทั้งเรือกวาผี[1] เรือหลังคาประทุน เรือลำเหลืองสองอร่ามทั้งใหญ่และเล็ก เรือสินค้าและเรือสำราญล้วนจอดอย่างเป็นระเบียบตามริมน้ำ
มีกรรมกรแบกหามสินค้าขึ้นเรือ มีนักเดินทางหอบสัมภาระเตรียมไกลบ้าน หรือบางคนก็กำลังอำลาญาติมิตร
การยืนหยัดนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมาท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ แม้จะไม่ได้ก้าวเดินไปไหน ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังสัญจรผ่านโลกทั้งใบ
หรือบางที…อาจเป็นการสัญจรผ่านยุคสมัยก็เป็นได้
ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ณ ขณะนี้ ผู้ที่สะพายย่ามเดินผ่านหน้าเขาไปเพื่อขึ้นเรือเล็กจากเมืองไกล อาจจะเป็นยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตที่คนรุ่นหลังนับหมื่นแสนต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากั