ุ้นเคยกับบทสนทนาเช่นนี้อยู่บ้าง
“เช่นนั้นก็ขึ้นเรือมาเลย!”
เรือกวาผีนั้นมีขนาดเล็กยิ่งนัก ที่นั่งแต่ละแถวพอนั่งได้เพียงคนเดียว ผู้โดยสารจึงต้องนั่งเรียงแถวต่อกันไป มองจากไกลๆ แทบแยกไม่ออกว่าพวกเขานั่งหรือยองอยู่กันแน่
ทว่าเรือกวาผีมีข้อดีคือความปราดเปรียวและรวดเร็ว วาจาที่คนเรือเอ่ยว่าลมไม่เป็นใจนั้นแท้จริงคือคำกล่าวเท็จ เพราะตลอดทางทั้งน้ำเชี่ยวและลมส่ง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างราบรื่น แซงหน้าเรือใหญ่หลายลำไปอย่างง่ายดาย
เมื่อพ้นจากเขตอำเภอชิงหนี่ว์ สองฝั่งลุ่มน้ำก็กลายเป็นไร่นาอันอุดมสมบูรณ์และขุนเขาเขียวขจี บนเรือไร้ซึ่งเสียงสนทนา จะมีก็เพียงคนเรือที่เห็นซ่งโหยวเป็นนักพรตจึงชวนคุยเป็นพักๆ เวลาส่วนใหญ่ซ่งโหยวเพียงนั่งมองทัศนียภาพสองฝั่งน้ำอย่างเงียบเชียบ ลูบหัวเจ้าแมวพลางกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็สัญจรมาไกลนับร้อยลี้
เบื้องหน้าริมฝั่งน้ำ พลันปรากฏภาพขุนเขาตระหง่าน
ลำน้ำเริ่มไหลลอดผ่านหุบเขา สองข้างทางคือภูเขาสูงเทียมเมฆ หน้าผาหินตั้งชันเกือบตั้งฉาก บนก้อนหินไร้ซึ่งหญ้าสักต้นเดียว ทัศนียภาพของหยางโจวที่เคยดูอ่อนช้อยงดงาม พลันเปลี่ยนเป็นโอ่อ่าและทรงพลังขึ้นมาในทันใด
“ถึงเขาฉยงซานแล้ว!”
คนเรือหันกลับมาตะโกนบอกซ่งโหยวพลางชี้ขึ้นไปบนฟ้า “นี่แลคือเขาฉยงซาน ผาเทียนเหมิน”
“ภูเขานี้ดูท่าจะลูกใหญ่โตนัก”
“ใหญ่โตมโหฬารเลยเชียวละ!” คนเรือฉีกยิ้มกว้าง “มองจากไกลๆ เช่