าตุแท้ออกมา เทพอันเล่อผู้นี้ถึงขั้นข่มขู่ชาวบ้านให้นำเด็กเล็กมาเซ่นสังเวย ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อครรลองสวรรค์และกฎหมายบ้านเมืองยิ่งนัก”
“ราชครูสิ้นชีพแล้วหรือ” ชิงหวายจื่อฟังจบถึงกับชะงัก เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“สิ้นไปเมื่อสักปีครึ่งกระมัง”
“ห…เหตุใดพวกข้าถึงไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลยเล่า” ชิงหวายจื่อยิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีก
“ราชครูเดินออกจากเมืองหลวงไปหลายปีแล้ว นักพรตผู้หวนคืนสู่ขุนเขาย่อมเป็นดั่งเมฆาพเนจรและนกกระเรียนป่า ต่อให้ผู้คนหาตัวเขาไม่พบ ก็คงคิดเพียงว่าเขาเร้นกายบำเพ็ญตน ปรุงยาเซียนหรือออกไปพเนจรตามป่าเขา เกรงว่าแม้แต่คนส่วนใหญ่ในราชสำนักยามนี้ ก็คงยังไม่ทราบว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว”
“เช่นนั้น…ไม่ทราบว่าท่านราชครูถึงแก่กรรมโดยสงบ หรือว่าบรรลุเป็นเซียนกันแน่”
“เรื่องนั้นไม่ขอเอ่ยถึงจะดีกว่า”
“…”
ชิงหวายจื่อยังคงอึ้งงันทำตัวไม่ถูก
“กลับมาเข้าเรื่องกันเถิด ต่อมาข้าได้ยินมาว่า ยามนั้นราชสำนักได้แต่งตั้งเทพที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเทพอันเล่อไว้ในหยางโจวและพื้นที่ใกล้เคียงรวมห้าองค์ เพื่อปฏิบัติภารกิจลับบางอย่าง และเมื่อหนึ่งหรือสองปีก่อน ก็น่าจะมีคำสั่งจากกรมพิธีการหรือจากตัวราชครูเอง ให้เพิกถอนเทพทั้งห้าองค์นี้เสีย” ซ่งโหยวกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “หยางโจวนั้นกว้างใหญ่ หากจะให้เดินตามหาทีละองค์ย่อมลำบากเกินไป การแต่งตั้งหรือเพิกถอนเทพประจำถิ่นเช่นนี้ ย่อมต้องมีการแ