างใช้เวลาครู่ใหญ่ไปกับการเคี้ยวเนื้อให้แหลกแล้วกลืนลงคอไป จากนั้นจึงเงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่มต่อพลางกล่าวว่า
“แม่นางสามสีได้ยินจริงๆ นะ!”
“เบี่ยงประเด็นไม่ได้แล้วกระมัง…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างจนใจพลางถอนหายใจออกมาทว่ากิริยายังคงนิ่งสงบ ก่อนจะถามกลับไป “นั่นเป็นเพียงกลอุบายที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ กระทำด้วยเจตนาอันดี จะเรียกว่าโกหกได้อย่างไร”
“หือ”
“ก็เหมือนแม่นางสามสีนั่นแล” ซ่งโหยววางตะเกียบลงแล้วค่อยๆ เอ่ยต่อ “เมื่อครู่ตอนกินอาหาร ข้าได้ยินแม่นางสามสีคุยโวถึงวีรกรรมยามประจันหน้ากับเทพอันเล่อ ท่วงท่าสง่างามไร้ผู้เทียมทาน ทว่าระหว่างนั้น แม่นางสามสีเองก็เสริมแต่งเรื่องราวเกินจริงเพื่อเพิ่มอรรถรสเช่นกันมิใช่หรือ”
“เสริมแต่ง?”
“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ…”
“ก็ไม่ได้ทำร้ายใครนี่นา…”
เด็กหญิงตัวน้อยทวนคำพลางจ้องเขม็งไปยังเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“นั่นแล”
ซ่งโหยวขานรับ เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกล่าวสิ่งใดผิด เช่นนั้นแล้วจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นแล้วนั่นก็เรียกว่าโกหกมิใช่หรือ แบบนี้แม่นางสามสีก็กลายเป็นแมวน้อยจอมโกหกไม่ซื่อสัตย์น่ะสิ”
“เมี๊ยว”
“ย่อมไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม่นางสามสีแค่จับหนูด้วยวิธีการปกติ เมื่อคืนนี้แม่นางสามสีก็แค่ขจัดภัยอันตรายให้ชาวบ้าน ปราบเทพอธรรม ส่วนในยามปกติที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจ้าก็ไม่ได้ใช้วิธีการเช่นนั้นนี่” ซ่งโหยวเอ่ยกับนาง “ดังนั้นก็ถือว่าแม่นางสามสียังคงซื่อส